ตลาดการเงินจับตา Brexit ระยะสั้นยังไร้ทิศทางชัดเจนและผันผวนต่อ บาทแกว่งตัวตามแนวโน้มการปิดรับความเสี่ยงตลาดทุนไทย
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจาก 32.99 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อน
ในคืนที่ผ่านมา ตลาดการเงินไม่มีความเคลื่อนไหวมากนักเนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดขอบคุณพระเจ้า ประเด็นหลักที่นักลงทุนกลับมาสนใจเป็นเรื่อง Brexit ล่าสุดทั้งฝั่งอังกฤษและยุโรปต่างแถลงว่า สามารถหาข้อตกลงเบื้องต้น ในเรื่องการเจรจาได้แล้ว ค่าเงินปอนด์จึงแข็งค่าขึ้น สวนทางกับเงินยูโรที่อ่อนตัวเมื่อเทียบกับดอลล่าร์
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้ทำให้ตลาดเปิดรับความเสี่ยง ดัชนี FTSE100 ในลอนดอน ยังคงปรับตัวลง พร้อมกับดัชนี DAX ของเยอรมันราว 0.9-1.3% เพราะความกังวลหลักไม่ใช้เรื่อง Brexit แต่เป็นปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ฉุดเศรษฐกิจโลก นักลงทุนจึงขายทำกำไรกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงานที่ปรับตัวขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์
ในระยะสั้นตลาดการเงินยังไม่มีทิศทางชัดเจน ฝั่งของเอเชียค่าเงินเยนแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อน ส่วนของเงินบาทจึงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับแนวโน้มการปิดรับความเสี่ยงของตลาดทุนไทย สังเกตุได้จากช่วงเช้าจะแข็งค่าลงตามทิศทางของตลาดโลก แต่ระหว่างวันเมื่อตลาดหุ้นย่อตัว ค่าเงินบาทก็มักอ่อนค่าลงในช่วงนี้
มองกรอบค่าเงินบาทวันนี้ 32.90-33.00 บาทต่อดอลลาร์
นักบริหารเงินธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินดอลลาร์อ่อค่าลง เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ โดยดัชนีดอลลาร์(DXY) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 96.50จุด หลังค่าปอนด์แข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความหวังของตลาดว่าการเจรจาBrexit จะสามารถเดินทางได้ต่อและเหล่าผู้นำประเทศต่างๆในสหภาพยุโรปจะสามารถลงมติเห็นชอบกับร่างข้อตกลง Brexit ดังกล่าวได้ในการประชุมผู้นำEU summit ในวันอาทิตย์นี้
อย่างไรก็ดี แม้ว่าทุกประเทศในสหภาพยุโรปจะเห็นชอบกับร่างข้อตกลงBrexit แต่ร่างข้อตกลงดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาของอังกฤษ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยากที่เหล่านักการเมืองทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านจะยอมรับร่างข้อตกลงดังกล่าวได้ง่ายๆ จึงมีความเสี่ยงที่ค่าเงินปอนด์จะกลับมาผันผวนและอ่อนค่าได้หนัก หากร่างข้อตกลงไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีการลงมติได้ในเดือนหน้าจนถึงเดือนมกราคม
ในช่วงนี้ ตลาดโดยรวมยังคงไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงและยังคงมีโอกาสผันผวนต่อ เนื่องจากความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นไปได้ว่า สุดท้ายทั้งสองประเทศอาจจะไม่สามารถตกลงกันได้และอาจนำไปสู่มาตรการกำแพงภาษีที่มากขึ้น ดังนั้น นักลงทุนและผู้ประกอบการจึงควรเตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายสุด ถ้าหากจีนและสหรัฐฯยังคงเดินหน้าทำสงครามการค้าต่อ
สำหรับวันนี้ ตลาดจะจับตาตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมรวมทั้งภาคการบริการของหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ ยูโรโซน ญี่ปุ่นเป็นต้น เพื่อหาแนวโน้มการขยายตัวหรือชะลอตัวลงของภาคการผลิตที่อาจได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า นอกจากนี้ดัชนีดังกล่าวยังใช้เป็นตัวชี้วัด(Leading indicator)ของแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมได้ นอกจากนี้ ตลาดจะรอดูการจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันหยุด Thanksgiving หรือที่เรียกว่า Black Friday (ซึ่งรวมถึง Cyber Monday) เพื่อดูแนวโน้มการบริโภคภาคเอกชน และแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทค้าปลีกต่างๆ หลังหุ้นกลุ่มค้าปลีกต่างเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มผลประกอบการที่อาจแย่ลง
มองกรอบค่าเงินบาทวันนี้ อยู่ที่ 32.90-33.05 บาทต่อดอลลาร์






