วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จิ๊กซอว์อาณาจักร“VGI” ทางลัดโตก้าวกระโดด 

จิ๊กซอว์อาณาจักร“VGI” ทางลัดโตก้าวกระโดด 

ถอดรหัสเป้าหมายรายได้ “หมื่นล้าน”อาณาจักร VGI จากมุมอง“กวิน กาญจนพาสน์” ทายาท “คีรี กาญจนพาสน์” ปรับกลยุทธ์รับกระแสดิจิทัล รุกผนึกพันธมิตรสยายปีก สื่อโฆษณาครบวงจรในทุกแพลตฟอร์ม

ปีนี้นับเป็นปีที่มีความพิเศษจริงๆ...!! 

วลีเด็ดของ กวิน กาญจนพาสน์” ประธานคณะกรรมการ บมจ.วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย หรือ VGI ผู้ประกอบธุรกิจบริการด้านการตลาดและการโฆษณารายใหญ่ของไทย บริษัทในเครือ BTS (บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์) พลิกจากธุรกิจ ผู้ให้เช่าป้ายโฆษณา” สยายฐานธุรกิจสู่การเป็น ผู้ให้บริการ O2O” (Online to Offline) ครบวงจร 

โดยเฉพาะกับเหตุการณ์สำคัญทางธุรกิจเกิดขึ้นในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา  เมื่อ VGI บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 23% ของ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (KERRY)ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนทั่วไทย รายใหญ่ที่สุดในขณะนี้ (ไม่นับไปรษณีย์ไทย) ด้วยมูลค่าดีลกว่า 5,900 ล้านบาท

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สอดคล้องกับการค้าออนไลน์ (E - Commerce) ที่เฟื่องฟูมีธุรกรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ล่าสุดสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA  ประเมินผลสำรวจมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยปี 2560 ว่า มีมูลค่าทั้งสิ้น 2.81 ล้านล้านบาท และคาดว่าในปีนี้มูลค่าอีคอมเมิร์ซทะลุถึง 3.05 ล้านล้านบาท

นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว หาก VGI ยังคงยึดติดอยู่กับการดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิมๆ โอกาสการเติบโตยั่งยืนย่อมเป็นเรื่องยากขึ้น...!!

และนี่ถือเป็นการปรับตัวของบริษัทตัวแทนโฆษณาอีกรายใหญ่แห่งนี้ ที่มองเห็นว่าอนาคตธุรกิจบริการโฆษณาในรูปแบบเดิมๆอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของลูกค้าเท่ากับการมี“Solutions” (วิธีการแก้ปัญหา) ให้กับลูกค้าโดยใช้ ฐานข้อมูล(Big Data) ที่มีอยู่ทั้งของ VGI และ Kerry ให้เกิดพลังบวกต่อธุรกิจ โดยเฉพาะการขยายช่องทางการสร้างรายได้และฐานสื่อโฆษณาให้ครบวงจรยิ่งขึ้น จากการที่ปัจจุบัน KERRY มีการขนส่งสินค้ากว่า 7.5 แสนชิ้นต่อวัน

ทั้งยังจะเป็นการเชื่อมธุรกิจให้ครบวงจร จากธุรกิจโฆษณา ธุรกิจระบบชำระเงิน สู่ธุรกิจโลจิสติกส์  เชื่อมโยงเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน และยังสามารถเชื่อมต่อฐานลูกค้า ธุรกิจเดิมและ ธุรกิจใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างลงตัว หนึ่งในนั้นอาจนำสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ไปอยู่บนรถขนส่งสินค้าของ KERRY เป็นต้น

“ภาพของการเป็นผู้ให้บริการ O2O วันนี้ VGI เปรียบเหมือนกำลังสร้างตึก ตอนนี้ฐานรากเสร็จแล้ว ดังนั้น เมื่อมีการลงทุนต่อตั้งไปในชั้น 1 ขึ้นไป ตึกก็จะไม่ล้มลงมา” เขาเปรียบเปรยและว่า 

การลงทุนใน KERRY คือการมีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มของธุรกิจโลจิสติกส์ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจทั้งหมดจนเกิดเป็นโมเดลธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ รวมทั้งสามารถรองรับเทรนด์ของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากพฤติกรรมของผู้บริโภค

ขณะที่เกมธุรกิจต่อไป “กวิน” ระบุว่า จะเป็นเกมของการ Synergy (ผนึกกำลัง) ของแต่ละธุรกิจในกลุ่มอย่างแท้จริง เห็นผลชัดในระยะไม่เกิน 3-5 ปีจากนี้ (2560-2564) 

สเต็ปต่อไปธุรกิจสื่อโฆษณาจะไม่มองเพียงแค่สื่อนอกบ้านเท่านั้น แต่ “VGI กำลังขยับตัวเข้าไปในตลาดสื่อโฆษณาระดับมูลค่า แสนล้านบาท” จากวันนี้ที่เราอยู่ในตลาดมูลค่าระดับ หมื่นล้านบาท” !!

การรุกคืบเข้าไปในตลาดใหญ่ หมายความว่า บริษัทจะต้องมีสื่อโฆษณาในมือทุกประเภท ซึ่งกลยุทธ์ นั่นคือ การมองหาโอกาสลงทุนในสื่อประเภทอื่นที่ VGI ยังไม่มี อาทิ สื่อวิทยุ , สื่อทีวี , สื่อออนไลน์ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะการร่วมทุน” (JV)

อย่างล่าสุด “VGI” ตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (บีบีทีวี) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านสื่อสารมวลชนในกิจการวิทยุโทรทัศน์ เช่น สถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD โดยบริษัทร่วมทุนชื่อ บีวี มีเดียแอดส์ เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการและบริหารจัดการสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ การจัดหาดารานักแสดงหรือผู้มีชื่อเสียงมาร่วมทำกิจกรรมด้านการตลาด และการใช้ข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับจากธุรกิจด้านออนไลน์ประกอบการโฆษณา ถือหุ้นสัดส่วน 50:50

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีฐานข้อมูลกระจายอยู่ในทุกแพลตฟอร์มแล้ว ทำให้ วีจีไอสร้างอีโคซิสเต็ม (ecosystem) ทางธุรกิจเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงวิถีชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร

ในช่วงที่ผ่านมาวีจีไอเข้าไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่เชื่อมโยงเป็น ecosystem เดียวกันแล้ว ดังนั้นหลังจากนี้คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่มาก หลักๆ จะใช้เงินการซื้อหุ้น KERRY ราว 5,900 ล้านบาท การเปลี่ยนสื่อโฆษณาป้ายนิ่ง เป็นป้ายดิจิทัล และที่เหลือจะเป็นการลงทุนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์( AI)เพื่อเชื่อมโยงดาต้าทั้งหมดของVGI

สะท้อนผ่านผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา (2559-2561) ที่บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 2,423.42 ล้านบาท3,358.28 ล้านบาท และ 4,079.66 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ 940.52 ล้านบาท826.40 ล้านบาทและ 846.23 ล้านบาท ตามลำดับ

หากย้อนดูในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม VGI”ใช้เงินลงทุนหลัก หมื่นล้านบาทในการทยอยปรับตัวเรื่อยมา เริ่มจากการเป็นแพลตฟอร์ม สื่อนอกบ้านจากทิศทางของเทรดว่าต่อไปคนจะใช้เวลาอยู่นอกบ้านมากขึ้น โดยลงทุนจากสื่อโฆษณาในระบบขนส่งมวลชนในปี 2542 โดยบริษัทได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวจาก BTSC ในการเข้าไปบริหารจัดการสื่อโฆษณาและพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สีลม-สุขุมวิท) จำนวน 23 สถานี ต่อมาเข้าซื้อกิจการของPOV ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสื่อโฆษณาในลิฟต์โดยสารในอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ในเขตธุรกิจของกรุงเทพฯ

จากนั้นรุกเข้ามาในสื่อโฆษณากลางแจ้งในปี 2557ด้วยการเข้าซื้อหุ้น บมจ.มาสเตอร์ แอด หรือMACOจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม จำนวน 73,500,000 หุ้น คิดเป็น 24.43% และเดือนมีนาคม 2558 บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นใน MACO เพิ่มเติมอีก และสื่อในสนามบิน (บริษัท Aero Media Group)

ต่อมาได้ขยายเข้าสู่แพลตฟอร์ม Payment ด้วยการพัฒนา Rabbit Card ซึ่งเป็นระบบชำระเงินแบบออฟไลน์ และต่อยอดสู่ Rabbit LINE Pay ระบบชำระเงินออนไลน์ และปัจจุบันกับการเพิ่มแพลตฟอร์มธุรกิจโลจิสติกส์เข้ามา

สำหรับโครงสร้างรายได้ในปัจจุบันยังมาจากธุรกิจโฆษณาเป็นหลักถึง 90% อีก 10% เกิดจากระบบชำระเงินของ Rabbit ขณะที่ธุรกิจน้องใหม่อย่างธุรกิจโลจิสติกส์ที่เพิ่งลงทุนใน Kerry Express นั้นยังไม่นับรายได้รวมเข้ามา

กวินแจกแจงเป้าหมายของ VGI ว่า อยากเห็นการเติบโตปีละ 30% ซึ่งภายในปี 2564 กลุ่ม VGI คาดว่ารายได้จะแตะ หมื่นล้านบาท และสัดส่วนของธุรกิจในอีก 3 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นรายได้จากธุรกิจโฆษณา 60% จากระบบชำระเงิน Rabbit 20% และจากโลจิสติกส์20% ถือเป็นการ ก้าวกระโดด” ที่สำคัญมาก

ก่อนจะวาดภาพแต่ละธุรกิจให้ฟังว่า... ธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน” (Out of Home Media) เป็นรายได้หลักที่มีสื่อโฆษณาโดยคาดว่ามีอัตราเติบโต 40% ประกอบด้วย transit , outdoor, office building media, digital services ซึ่งปัจจุบันนอกจาก VGI จะมีสื่อบนรถไฟฟ้า สถานีของตัวเอง และตามสำนักงานแล้ว ธุรกิจยังประกอบด้วยแบรนด์MACO ซึ่งมีบิลบอร์ด 2,000 จุดทั่วประเทศ และ Aero Media Group ที่ครองส่วนแบ่งการตลาด 50% ของสื่อในสนามบินอีกด้วย

สำหรับสื่อโฆษณาในระบบขนส่งมวลชน ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้นำอันดับ 1 ในสื่อโฆษณาในระบบขนส่งมวลชน โดยมีอัตรารายได้เติบโตเฉลี่ย19.6% ในระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากสื่อโฆษณาในระบบขนส่งมวลชนประมาณ 2,262 ล้านบาท คิดเป็น57.5%ของรายได้จากการให้บริการรวม

ทั้งนี้ ในปี 2560/61 Titanium Compass SdnBhdบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นในประเทศมาเลเซีย ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วน19%ได้เข้าไปติดตั้งและบริหารจัดการสื่อโฆษณาในระบบรถไฟฟ้าสาย SBKจำนวน 19 สถานีและขบวนรถไฟฟ้า 25 ขบวนแล้ว

ธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านของ VGI ผ่านสายตา 40 ล้านคู่ในแต่ละวัน ซึ่งโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ทั้งสายสีชมพูและสีเหลือง ทางกลุ่มบีทีเอสก็ได้สิทธิ์ในการบริหารการเดินรถในอีก 3 ปีข้างหน้า จึงเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ VGI ที่คาดว่าจะโตขึ้นอีก

 นอกจากนี้ VGI ก็อยู่ระหว่างเปลี่ยนป้ายโฆษณาแบบเดิมเป็นจอดิจิทัล ซึ่งคาดว่าจะแทนที่ด้วยสัดส่วน 20-30% ในอีก 2 ปีข้างหน้า ปัจจุบันการโฆษณาจากนี้ไม่ใช่แค่หวังผลเรื่องการตระหนักรู้ (Awareness) อย่างเดียวอีกต่อไป จากนี้จะสร้างความเกี่ยวพันกับแบรนด์ (Engagement) และนำไปสู่การเป็นลูกค้า (Conversion) ในที่สุดต้องเห็นผลถึงยอดขาย

ธุรกิจให้บริการชำระเงินที่จะมีการจ่ายผ่าน Rabbit card และ Rabbit Line Pay ที่จะเพิ่มจำนวนการใช้เป็น 10 ล้านบาทต่อวัน จาก 1 ล้านบาทต่อวันในปัจจุบันมีร้านค้าที่เป็นพันธมิตรในเครือข่ายมากกว่า 157 แบรนด์ และครอบคลุมจุดให้บริการมากกว่า 5,680 จุด จากหลากหลายประเภทธุรกิจที่สามารถตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ทั้งร้านอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความบันเทิง

โดยในปี 2561/2562 บริษัทคาดว่า จะมีร้านค้าและสถานประกอบการที่ร่วมรับบัตรแรบบิทมากกว่า 10,000 จุด

ล่าสุด ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา บริษัท แอดวานซ์เอ็มเปย์ จำกัด ซึ่งบริษัทย่อยของบมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ผู้นำในการให้บริการระบบสื่อสารอันดับ 1 ของประเทศไทย ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัท แรบบิท-ไลน์เพย์ จำกัด (RLP) ซึ่งถือเป็นการรวมพันธมิตรอันดับ 1 ในทุกๆ รูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน การร่วมมือในครั้งนี้ จะทำให้สามารถผลักดันสังคมไทยไปสู่สังคมไร้เงินสด เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0”ตามนโยบายของรัฐบาล

อนึ่ง ด้วยการลงทุนและความร่วมมือของพันธมิตรที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านระบบชำระเงินที่ผสมผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน โดยได้เริ่มขยายเครือข่ายการให้บริการ แรบบิท-ไลน์เพย์ ครอบคลุมกว่า 350 ร้านค้าและสามารถขยายเครือข่ายครอบคลุมร้านค้าขนาดเล็กกว่า 3,000 ร้านค้า

สำหรับ ธุรกิจโลจิสติกส์ คาดว่าเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านชิ้นต่อวันจาก 1 ล้านชิ้นต่อวันในปัจจุบัน ทั้งนี้ผ่าน Big Data ที่มีอยู่ ซึ่งคาดว่าจะมีฐานผู้ใช้เพิ่มเป็น 40 ล้านคน จากปัจจุบันมี 16 ล้านคน ซึ่งตอนนี้มี Kerry Shop อยู่ทุกสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสถือเป็นช่องทางที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง

ทุกวันนี้ Kerry Shop จะทำหน้าที่ทั้งรับฝากส่งสินค้าและเป็นจุดรับสินค้าไปในตัวด้วย ซึ่งจะปิดช่องโหว่กรณีที่ผู้รับสินค้าไม่อยู่บ้านหรือไม่สะดวก การเลือกไปรับเองในสถานีที่เดินทางอยู่แล้ว นอกจากลูกค้าจะสะดวกขึ้นก็เป็นการประหยัดต้นทุนการขนส่งไปในตัวด้วย

เขา บอกต่อว่า สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทในปัจจุบันนั้น ผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาของบริษัทสามารถเข้าถึงและครอบคลุมกลุ่มผู้ชมทุกประเภท ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยลูกค้าที่ซื้อสื่อโฆษณาส่วนใหญ่ มีวัตถุประสงค์ในการใช้สื่อเพื่อส่งเสริมการตลาดและการขาย สร้างการรับรู้แบรนด์สินค้า (Brand Awareness) และประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความต้องการในการบริโภค รวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้จะเป็นบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยลักษณะลูกค้า สามารถจำแนกได้ 2 ประเภทหลัก คือ ลูกค้าประเภทเอเจนซี่ และลูกค้าที่เป็นเจ้าของสินค้าและบริการ เช่น บริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ เป็นต้น

ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนลูกค้าที่เป็นเอเจนซี่และลูกค้าที่เป็นเจ้าของสินค้าและบริการอยู่ที่ประมาณ78.37%และ21.63%ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค.2561) โดยเล็งเห็นว่าการขายสื่อโฆษณาผ่านเอเจนซี่นั้นมีประสิทธิผลมากกว่า เนื่องจากเอเจนซี่มีลูกค้าที่เป็นเจ้าของสินค้าและบริการจำนวนหลายราย จึงมีความคล่องตัวในการสลับสับเปลี่ยนแผนการใช้งบโฆษณาหรือปรับเปลี่ยนงวดเวลาใช้สื่อโฆษณาของบริษัททำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบเมื่อเจ้าของสินค้าและบริการบางรายมีการเปลี่ยนแปลงแผนการลงโฆษณา

สำหรับภาวะการแข่งขัน ปัจจุบันมีผู้ให้บริการสื่อโฆษณารายใหม่เพิ่มขึ้นมากขึ้น ทำให้การแข่งขันในธุรกิจสื่อโฆษณามีความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันในด้านราคาหรือที่เรียกว่า สงครามราคาโดยผู้ให้บริการย่อมต้องรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด หรือ แม้ต้องการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด

หากบริษัทไม่สามารถตอบสนองต่อการแข่งขันดังกล่าวได้ทันท่วงทีและด้วยต้นทุนที่เหมาะสม การแข่งขันดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ และผลการดำเนินงาน อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าเครือข่ายสื่อโฆษณาภายใต้การบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาและการเพิ่มพื้นที่สื่อโฆษณาของกลุ่มบริษัทนั้น สามารถครอบคลุมและสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตในยุคสมัยใหม่ (Modern Lifestyle Media) และมีประสิทธิภาพในการเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ด้วยวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม และพร้อมที่จะแข่งขันในภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ขณะที่ ตั้งเป้ารายได้ปี 2561/2562 (เม.ย.61-มี.ค.62) จะอยู่ 4,600-4,700 ล้านบาท เติบโต 15-20% (ยังไม่รวมธุรกิจ Kerry) จากงวดปีก่อน โดยคาดว่าอัตรากำไรสุทธิจะอยู่ที่ระดับ 23% จากแนวโน้มตลาดโฆษณาเติบโตต่อเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทยังคงมุ่งขยายการลงทุนในประเทศมาเลเซีย ด้วยการลงทุนใน PBSB ผู้ให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้านในประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีเครือข่ายสื่อโฆษณานอกบ้านภายใต้การบริหารจัดการที่หลากหลายและอยู่ในความชำนาญของบริษัทผ่าน VGM บริษัทย่อยซึ่งหุ้นทั้งหมดถือโดยบริษัทที่จัดตั้งในประเทศมาเลเซีย