หลังช่วงวันหยุดยาวในไทย ในสัปดาห์นี้จับตาทิศทางนโยบายการเงินในหลายประเทศ หนุนดอลลาร์ยังมีโอกาสแข็งค่า
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.29 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาปิดสิ้นวันทำการก่อน ในช่วงหยุดยาวของประเทศไทย ตลาดการเงินโลกเคลื่อนไหวไปในทิศทางปิดรับความเสี่ยง (Risk off)
สำหรับมุมมองของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ จำเป็นต้องติดตามทิศทางของคณะกรรมการนโยบายการเงินในหลายประเทศ โดยรวมเชื่อว่ามีโอกาสที่จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้และตลาดอาจยังปิดรับความเสี่ยงต่อไป ท้ายสัปดาห์ต้องจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในวันศุกร์ ซึ่งถ้ายังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง (สูงกว่า 1.5 แสนตำแหน่ง) ก็จะสนับสนุนให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่ายากเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆในสัปดาห์นี้ มองกรอบเงินบาทระหว่างวันที่ระดับ 33.25-33.35 บาทต่อดอลลาร์และกรอบรายสัปดาห์ที่ระดับ 33.10-33.60 บาทต่อดอลลาร์
ในสัปดาห์นี้มีจุดที่ต้องจับตาคือการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น รวมไปถึงการรายงานตัวเลขในตลาดแรงงานสหรัฐอีกด้วย ซึ่งต้องจับตาทั้งการประชุม ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันอังคาร ตลาดมีความกังวลว่า BOJ อาจปรับเป้าหมายบอนด์ยิลด์ระยะยาวขึ้นจากระดับ 0.00% ไปที่ 0.10% ในวันพุธจะมีการประชุมคณะกรรมการ FOMC ของสหรัฐซึ่งคาดว่าจะ”คง”อัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.00% แต่ในวันพฤหัสการประชุมของคณะกรรมการธนาคารกลางอังกฤษ อาจมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นจาก 0.50% ไปเป็น 0.75%
ทั้งนี้ชัดเจนว่าการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดได้ส่งผลให้ความผันผวนในตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตามเรายังมีความเชื่อว่าความเสี่ยงที่นโยบายการเงินจะเข้มงวดไปกว่าปัจจุบันมีไม่มาก และสุดท้ายตลาดจะกลับมาดูการขยายตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นหลัก ยังเห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่แย่ และเงินเฟ้อในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ จึงมีความเป็นไปได้ที่ตลาดจะปรับฐานเพื่อรอความชัดเจนของเศรษฐกิจในอนาคต
ในฝั่งของหุ้น ตลาดเคลื่อนไหวผันผวนมากที่สุด ดัชนี S&P500 ของสหรัฐปรับตัวลงถึง 0.6% ขณะที่ Nasdaq ปรับตัวลง 1.4% ชัดเจนว่าความเคลื่อนไหวหลักคือการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐ หลังจาก Facebook ร่วงลงอย่างหนักในช่วงสัปดาห์ก่อน นักลงทุนส่วนใหญ่จึงเริ่มมีความกังวลว่าตลาดอาจกลับทิศ และขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวดีกว่าอุตสาหกรรมอื่นอย่างชัดเจนในช่วงต้นปี
นอกจากนั้นอนาคตยังคงมีความเสี่ยง ตลาดมีความกังวลกับสองปัจจัยหลักคือ การกีดกันการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศอื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับตลาดหลักของบริษัทสหรัฐและความสามารถในการทำกำไรจะลดลง พร้อมกับต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลกจากดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางต่างๆนักลงทุนจึงปิดรับความเสี่ยงง่ายขึ้น เมื่อมีสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนดี









