วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน 2569

Login
Login

สงกรานต์คึกคัก ใช้จ่ายสะพัด 1.3 แสนล้านบาท

สงกรานต์คึกคัก ใช้จ่ายสะพัด 1.3 แสนล้านบาท

ม.หอการค้าไทย ประเมินใช้จ่ายสงกรานต์ปีนี้ 1.32 แสนล้านบาท พุ่งสูงสุดรอบ 13 ปี เหตุวันหยุดยาวทำคนวางแผนท่องเที่ยวและใช้จ่าย ชี้การบริโภคพึ่งกลุ่มชนชั้นกลางและผู้มีรายได้สูง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายเทศกาลสงกรานต์ 2561 ที่ได้จากการสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 1,222 ตัวอย่าง ในวันที่ 29 มี.ค.-6 เม.ย. 2561 คาดว่าจะการใช้จ่ายเงินในช่วงสงกรานต์ 1.32 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.50% เมื่อเทียบกับการใช้จ่ายเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 โดยมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดรอบ 13 ปี หรือตั้งแต่มีการสำรวจความคิดเห็นในปี 2549

สำหรับ ปัจจัยที่ทำให้การใช้จ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ทำสูงสุด เพราะรัฐบาลประกาศให้มีวันหยุดยาว 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 12-16 เม.ย. 2561 แต่ภาคเอกชนบางแห่งประกาศให้หยุดถึงวันที่ 17 เม.ย. 2561 และเมื่อรวมกับรอยต่อวันจักรี 6 เม.ย.2561 ทำให้มีวันหยุดยาวมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนวางแผนการใช้จ่ายทั้งการเดินทางท่องเที่ยว ทำบุญ และซื้อสินค้ามากขึ้น โดยสะท้อนจากการสอบถามถึงแผนการใช้จ่ายเรื่องการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ระบุว่าไปท่องเที่ยว 81.5% โดยวางแผนท่องเที่ยวในประเทศ 32.9% มากสุด มีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศคนละ 3,991 บาท และเที่ยวต่างประเทศคนละ 76,800 บาท

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวในประเทศส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปเที่ยวจังหวัดภาคกลางมากสุด 62.8% ได้แก่ อยุธยา ลพบุรี ชลบุรี นครนายก รองลงมาภาคใต้ 14% เช่น ภูเก็ต สงขลา ตรัง ภาคเหนือ 13.4% เช่น เชียงใหม่ น่าน แพร่ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8.7% เช่น ขอนแก่น นครราชสีมา หนองคาย

นอกจากนี้ผลสำรวจบุคคลสำคัญที่อยากรดน้ำดำหัว พบว่าในกลุ่มนักการเมืองอันดับ 1 คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รองลงมานายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายทักษิณ ชินวัตร ส่วนดาราที่ต้องการเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยมากสุดฝ่ายชาย คือ โป๊ป ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ รองลงมา ณเดชย์ คูกิมิยะ และปั่นจั่น ปรมะ อิ่มมโนทัย และดาราฝ่ายหญิง คือ เบลล่า-ราณี แคมเบล รองลงมาใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ และอั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การใช้จ่ายช่วงสงกรานต์แม้จะคึกคักแต่ถ้าประเมินด้านเศรษฐกิจพบการใช้จ่ายกระจุกตัวในคนชั้นกลางและรายได้สูงที่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้น ซึ่งสะท้อนจากการใช้เงินเดือนมาเป็นค่าใช้จ่ายมากกว่าเงินออม ส่วนกลุ่มคนรายได้น้อยยังได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเกือบทุกรายการจึงเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไข โดยศูนย์พยากรณ์ฯยังคงจีดีพีปีนี้ขยาย 4.2-4.6% ในขณะที่จีดีพีไทยไตรมาส 1 ขยายตัว 4% และไตรมาส 2 ขยายตัว 4.2-4.4% และประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำ คือ การอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าระบบเศรษฐกิจตามแผน และเร่งใช้งบกลางปี 1.5 แสนล้านบาทที่จะเข้าไปช่วยเกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนตามแผนการจัดโซนนิ่งสินค้าเกษตร ในขณะที่การท่องเที่ยวจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากละครดังที่ทำให้คนนิยมไทยแต่งชุดไทยไปเที่ยวในเมืองหลักและเมืองรอง และมีการทำบุญมากกว่าที่จะสังสรรค์ ดังนั้นการซื้อสินค้าสุราน่าจะลดลง