“บิทคอยน์” ถือว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ร้อนแรงที่สุดในยุคนี้ หลังราคาในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นไปกว่า 1,000 เท่า ซึ่งในประเทศไทยกระแสความนิยมในบิทคอยน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่สนใจและเข้ามาลงทุน
โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบในเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งนอกจากการเทรดดิ้งแล้ว ปัจจุบันยังมีร้านค้าหลายร้านที่เปิดรับชำระค่าสินค้าและค่าบริการด้วยบิทคอยน์รวมถึงสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามตามมามากมาย ว่าที่จริงแล้วบิทคอยน์นั้นสามารถใช้จ่ายได้จริงไหม มีการตั้งราคายังไง ขั้นตอนการใช้เป็นอย่างไร และมีคนใช้จริงหรือเปล่า "กรุงเทพธุรกิจ" ได้ลงพื้นที่ไปสำรวจที่ร้านลิ้มเหล่าโหงว บิสโทร ที่สยามสแควร์วัน หนึ่งในร้านค้าที่ประกาศรับเงินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ ในการชำระค่าอาหารและเครื่องดื่ม
โดยพูดคุย "เตวิช บริบูรณ์ชัยศิริ" เจ้าของร้าน ซึ่งเขาบอกว่า ที่ร้านเปิดให้ลูกค้าสามารถชำระค่าอาหารด้วยบิทคอยน์มาได้ประมาณ 4 เดือนแล้ว จุดเริ่มต้นมาจากความชอบส่วนตัวที่สนใจและติดตามเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว เมื่อเห็นราคาบิทคอยน์พุ่งแรง จึงมาศึกษาดูว่าคืออะไร สามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง ทำให้เข้าใจเรื่องเทคโนโลยีบล็อกเชนที่อยู่เบื้องหลังบิทคอยน์ ซึ่งเขามองว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์และจะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต
เมื่อได้ศึกษาแล้วก็อยากรู้ว่าบิทคอยน์สามารถนำมาใช้ได้จริงหรือเปล่า จึงตัดสินใจมาลองใช้ที่ร้านเพราะเห็นว่าในหลายประเทศก็มีร้านค้าจำนวนมากรับชำระเงินด้วยบิทคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆกันแล้วเช่นกัน
“หลังราคาบิทคอยน์ขึ้นแรงมาก ก็เลยได้มาศึกษาและทำให้ได้รู้ว่ามีบล็อกเชนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากๆ ตอนแรกก็อยากลงทุนซื้อเครื่องมาขุดเอง แต่อาจจะเทคนิคเกินไป ก็เลยคิดว่าในเมื่อเราอยากรู้ว่าคืออะไร อยากได้มันมา ก็เปิดรับจากที่ร้านดีกว่าไม่ต้องไปขุดเองก็เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด”
เตวิช บอกว่าก่อนที่ร้านจะเปิดรับบิทคอยน์ นอกจากจะต้องศึกษาเรื่องเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังแล้ว ยังต้องศึกษาเรื่องกฎหมายด้วย เนื่องจากปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลางเข้ามาดูแลรับความผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็ยังไม่ได้รับรองว่าบิทคอยน์เป็นเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณาเองว่าสามารถรับได้หรือไม่
โดยความตั้งใจส่วนตัว "เตวิช" อยากเห็นการนำบิทคอยน์มาใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถนำมาใช้จ่ายได้จริง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพียงแค่ทานอาหารก็สามารถจ่ายด้วยบิทคอยน์ได้ เป็นอีกหนึ่งสกุลเงินทางเลือกในอนาคต ไม่ใช่เพียงแค่การเล่นเทรดดิ้งเพื่อเก็งกำไรกันเท่านั้น
“เราอยากเป็นหนึ่งในฟันเฟื่องในการสร้าง eco system ขึ้นมา ให้สามารถนำมาใช้ชำระเงินได้เต็มระบบ นอกจากแค่เทรดดิ้งกันเฉยๆ อยากให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แม้จะไม่ทุกด้านก็ตาม แต่ถ้าเราเริ่มแล้วมีร้านอื่นๆตามมาก็จะมีส่วนช่วยกันในการเติมเต็มระบบ”
เขา บอกว่าปัจจุบันมีลูกค้าชำระค่าอาหารด้วยบิทคอยน์เฉลี่ยเดือนละประมาณ 10 คน มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มีหลากหลายช่วงอายุ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่สนใจเทคโนโลยีบิทคอยน์และบล็อกเชนอยู่แล้ว จึงอยากลองว่าบิทคอยน์ที่มีอยู่นั้นสามารถนำมาใช้ได้จริงหรือเปล่า ไม่ใช่พวกนักลงทุนที่เล่นเก็งกำไร
โดยการชำระค่าอาหารทางร้านจะใช้แอพพลิเคชั่น “Blockchain Merchant” ซึ่งจะผูกกับกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ของร้าน ในการแปลงค่าเงินจากเงินบาทเป็นบิทคอยน์ จากนั้นแอพพลิเคชั่นจะสร้างคิวอาร์โค้ดขึ้นมา โดยลูกค้าต้องนำ e-Wallet ของตัวเองมาสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อชำระค่าอาหาร ขณะที่ราคาที่ใช้อ้างอิงในการแปลงสกุลเงินจะเป็นราคาล่าสุด ณ ขณะนั้น เพราะบิทคอยน์จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
“ช่วงนี้อาจมีปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมในการทำรายการที่เพิ่มขึ้นตามราคาบิทคอยต์ ยิ่งราคาสูงค่าธรรมเนียมก็จะยิ่งแพงขึ้น เพราะระบบไม่มีตัวกลาง พอส่งเงินหากันก็ต้องมีคนมายืนยันว่ามีรายการนี้เกิดขึ้นจริงทำหน้าที่แทนธนาคาร ซึ่งค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นแทนที่จะเข้าธนาคารก็จะเข้าคนเหล่านี้ ซึ่งก็คือพวกที่ขุดเหรียญฯ และส่วนหนึ่งก็มาทำ transaction manage ก็ได้ค่าตอบแทนเป็นบิทคอยน์
เตวิช บอกว่า ส่วนใหญ่ลูกค้าจะนิยมใช้บิทคอยน์ในช่วงที่ราคาค่อนข้างนิ่ง อย่างตอนนี้ราคาเป็นขาขึ้นปริมาณการใช้ก็จะลดลง ขณะที่ในมุมของร้านค้าหากราคาบิทคอยต์ปรับตัวลง ร้านจะได้กำไรเพราะเหมือนได้ซื้อเหรียญฯในราคาถูก
สำหรับบิทคอยน์ที่ได้มา เขา บอกว่าส่วนใหญ่จะเน้นถือยาวเนื่องจากมองว่าราคายังเป็นขาขึ้น และก็มีบางส่วนที่นำไปแลกเป็นสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆบ้าง นอกจากนี้เขายังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเปิดรับชำระค่าอาหารด้วยสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งอีเธอเรียมและบิทคอยน์ แคช หลังเห็นว่าระบบต่างๆเริ่มรองรับมากขึ้น
“ตอนนี้ส่วนตัวก็มีเทรดไปเทรดมาบ้างแต่ไม่เยอะ เพราะคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดน่าจะเก็บไว้เฉยๆถือไว้ยาวๆดีกว่า เพราะเป้าหมายจริงๆผมไม่ใช่สายนักลงทุน แต่ผมสนใจเทคโนโลยีก็อยากให้เกิดขึ้นจริง คิดว่าในอนาคตเงินดิจิทัลต้องมาแน่ๆ ตอนนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”
ด้าน "เอกราช รอดจากทุกข์" เจ้าของเพจ Tonkrab Cinematography & VDO Presentation ซึ่งให้บริการถ่ายวีดิโองานแต่งงานก็เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่เปิดรับชำระค่าบริการด้วยบิทคอยต์และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ โดยจะมีการอ้างอิงราคาจากเว็บไซด์ bx.in.th เขา บอกว่า ปัจจุบันยังไม่มีลูกค้าชำระค่าบริการด้วยเงินดิจิทัล แต่มองว่าในอนาคตน่าจะมีคนให้ความสนใจมากขึ้น
โดยส่วนตัวก็มีการลงทุนในบิทคอยต์บ้าง หลังเห็นว่าราคาขึ้นแรงตามข่าวที่มีการเปิดซื้อขายบิทคอยต์ในตลาดฟิวเจอร์ที่สหรัฐฯ ทั้งนี้ ยอมรับว่าการลงทุนบิทคอยต์นั้นค่อนข้างเสี่ยง ซึ่งส่วนตัวเมื่อมีการซื้อขายก็มักจะแลกกลับมาเป็นเงินบาทหรือเงินดอลลาร์

