สีสันแห่งอาเซียน
ประเด็นการลงทุน
เราเริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ” TOA โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2561 ที่ประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสดที่ 34.50 บาท เราชอบ TOA ในเรื่องของการเป็นผู้นำตลาดสีทาอาคารในประเทศไทย อีกทั้งมีศักยภาพในการสร้างฐานการเติบโตในอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศกลุ่ม CLMV นอกจากนี้ TOA ยังเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศในปี 2561 เราเชื่อว่าราคาหุ้นที่ปรับลดลงมาจากจุดสูงสุดถึง 16% หลังจากที่ผลประกอบการไตรมาส 3/60 ออกมาชะลอตัวนั้น เป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสม
เล่นรับการบริโภคในประเทศไทยฟื้นตัว
ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่แย่ที่สุดของตลาดวัสดุก่อสร้าง รวมถึงผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบ อย่างไรก็ตาม เราเริ่มเห็นการฟื้นตัวเล็กน้อยตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 3/60 และมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4/60 ตลอดจนปี 2561 หนุนโดยภาวะการบริโภคที่ดีขึ้นหลังเดือนต.ค. 2560,งบลงทุนภาครัฐฯ ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, กำลังซื้อในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว, ผลทางอ้อมจากการส่งออก, และ ภาระการผ่อนรถคันแรกเริ่มหมดลง
สยายปีกไปยังตลาด AEC
นอกเหนือจากการมีฐานการผลิตในประเทศไทยแล้ว TOA ยังมีโรงงานผลิตอีก 5 แห่งในประเทศเวียดนาม, มาเลเซีย, พม่า, ลาว, และกัมพูชา อีกทั้งวางแผนสร้างโรงงานแห่งแรกในประเทศอินโดนีเซีย, แห่งที่สองในกัมพูชา, และย้ายที่ตั้งโรงงานในพม่า ศักยภาพในการเติบโตใน AEC มีมหาศาลมาก Frost&Sullivan ชี้ว่าความต้องการใช้สีและผลิตภัณฑ์เคลือบผิวอยู่ที่เพียง 6 ลิตรต่อคนต่อปีในอินโดนีเซีย, 3 ในเวียดนาม, 1.5 ในกัมพูชา, 1.5 ในลาว, และ 1 ในพม่า – เทียบกับไทยและมาเลเซียที่ 8 และ 9 ลิตรต่อคนต่อปีตามลำดับ
กำไรปี 2561 จะกลับมาเติบโต
ปี 2560 จะเป็นปีที่ไม่ดีนักของ TOA โดยเราคาดว่ายอดขายจะลดลง 4.2% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นหดตัวลงมาอยู่ที่ 33.8% จาก 38.1% ในปี 2559 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบหลักสูงขึ้น ดังนั้นเราคาดกำไรปี 2560 จะดิ่งลงถึง 33% YoY มาอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามเราคาดว่ากำไรจะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2561 โดยเราประเมินยอดขายเติบโต 14% ในปี 2561 หนุนโดยอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัว และยอดขายในต่างประเทศสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นนั้นมีแนวโน้มทรงตัวระหว่าง 35-36% จากอุปสงค์และอุปทานของไทนาเนียมไดออกไซด์ที่น่าจะสมดุลมากขึ้น, แผนการปรับเพิ่มราคาขายในต้นปีหน้า และอัตรากำไรขั้นต้นของการดำเนินงานในอินโดนีเซียที่ดีขึ้นหลังจากที่โรงงานใหม่เริ่มดำเนินการ ดังนั้น เราคาดกำไรปี 2561 จะเติบโต 41%






