วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ท่องเที่ยว’ชงคืนภาษีทัวริสต์ ณ จุดขาย

ความพร้อมของ “แหล่งชอปปิง” ในประเทศไทยภายใต้การขับเคลื่อนของบรรดาผู้ประกอบการต่างชูจุดขาย “จุดหมายปลายทางแห่งการจับจ่าย” ของภูมิภาค

หนึ่งในยุทธศาสตร์ดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยือนไทยนอกเหนือจากการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี ที่เป็น “จุดแข็ง” 

ปัจจุบันหมวดชอปปิงครองส่วนแบ่งถึง 25% ของค่าใช้จ่ายต่างชาติที่มาเที่ยวไทย

ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมหารือกระทรวงการคลัง เพื่อผนึกความร่วมมือผลักดันไทยเป็น “สวรรค์นักช้อป”  ด้วยโปรเจค “บริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย” ในโมเดลเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ชี้ความสำคัญหมวดช้อปปิ้งครองส่วนแบ่ง 25%ค่าใช้จ่ายต่างชาติที่เที่ยวไทย เสนอนำร่องก่อน ณ ห้างสรรพสินค้าย่านท่องเที่ยวหลัก

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากแนวคิดของคณะทำงานสานพลังประชารัฐ ในการสร้างระบบอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวต่างประเทศกระตุ้นการจับจ่ายในประเทศนั้น เตรียมนำโครงการจัดบริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย (Tax Refund) หารือความเป็นไปได้กับกระทรวงการคลัง ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ภายในเดือน พ.ย.นี้ 

“หากผลักดันให้เกิดรูปธรรมเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป ก็จะดีมากเพราะสอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน และตรงกับช่วงเทศกาลปลายปีที่ตลาดต่างประเทศนิยมจับจ่ายและหาซื้อของขวัญ”

ประโยชน์ของโครงการดังกล่าวรองรับโอกาสจากการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันราว 5.2 หมื่นบาท/คน/ทริป มีการใช้จ่ายด้านการชอปปิงกว่า 25% ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก้าวหน้า อย่างเช่น “ญี่ปุ่น” มีบริการคืนภาษีทันที ณ ร้านค้าแล้ว ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างมาก 

“ถ้าเป็นไปได้ก็ต้องการให้มีระบบคืนเป็นเงินสดได้ทันที ไม่ต้องผ่านบัตรเครดิต เพราะจะช่วยให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่ามีเงินเหลือในการจับจ่ายเพิ่มขึ้น”

สำหรับการผลักดันโครงการนี้ในระยะแรก อาจนำร่องที่ห้างสรรพสินค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเยือน เช่น ในกรุงเทพฯ ทดลองกับย่านราชประสงค์ หรือต่างจังหวัด เลือกหัวเมืองใหญ่ อาทิ  ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา  ในระยะยาวหากดำเนินการคืนภาษี ณ จุดขายได้เต็มรูปแบบ เชื่อว่าจะผลักดันให้ค่าใช้จ่ายด้านชอปปิงและอาหารมีสัดส่วนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวมกันไม่ต่ำกว่า 50-55%

อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้จะเป็นความพยายามผลักดันครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกในเดือน ส.ค.2559 คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ด้านท่องเที่ยวและไมซ์ เคยนำโครงการนี้หารือกับกระทรวงการคลังแล้ว แม้ว่าจะ “เห็นชอบ” โดยหลักการ แต่ยังติดที่ข้อกังวลว่า การให้คืนภาษี ณ จุดขยาย ยังมีช่องโหว่เรื่องการป้องกันไม่ให้คนไทยบางกลุ่มที่เจตนากระทำผิด สวมรอยแอบแฝงชาวต่างชาติเพื่อซื้อสินค้าแบบไม่เสียภาษี โดยไม่นำสินค้าออกไปต่างประเทศจริงเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป

กอบกาญจน์ กล่าวว่า นอกจากมาตรการด้านคืนภาษีแล้ว จะร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่เริ่มมีนโยบายเจาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น มาร่วมทำตลาดต่างประเทศ ด้วยการชักชวนให้ออกไปทำโรดโชว์หรือร่วมส่งเสริมการขายต่างๆ ตามปฏิทินของ ททท. รวมทั้งขยายกลุ่มสินค้าจากเดิมที่มีเฉพาะโรงแรม ธุรกิจนำเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว สายการบิน เป็นหลัก 

โดยต้องการให้ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ช่วยส่งเสริมและสร้างจุดเด่นการเป็น “ศูนย์กลาง” ซื้อขายสินค้าชุมชน สินค้าโอทอป 

“สินค้าที่มาจากท้องถิ่นจริงๆ   เริ่มเป็นที่สนใจและเป็นที่ต้องการของต่างชาติมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายการกระจายรายได้สู่พื้นที่ชนบทตามที่รัฐบาลคาดหวังให้เกิดขึ้น”

นอกจากนี้ เห็นว่าการขยายกิจการลงทุนของศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้าไปยังจังหวัดต่างๆ จะเป็นช่องทางสำคัญในการช่วยกระจายสินค้าชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่การไปทำตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าจะได้พบกับกลุ่มเอเยนต์ทัวร์โดยตรง ช่วยให้มีโอกาสเจาะตลาดท่องเที่ยวมากขึ้น และ “ไทย” จะได้นำเสนอตัวเลือกในการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก