วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

QH - ซื้อเก็งกำไร

ประสิทธิภาพสูงขึ้นตามสัญญา

ประเด็นการลงทุน

ผู้บริหารสามารถปรับปรุงให้การดำเนินงานปี 2560 มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ตามที่สัญญาไว้ โดยการลดค่าใช้จ่ายด้านการขายและบริหาร, ล้างสต๊อกสินค้าคงคลังที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นต่ำ, และลดภาระอัตราหนี้สินต่อทุนลงอย่างมีนัยสำคัญ (de-leveraging) ทำให้เราคาดจะเริ่มเห็นกำไรหลักเติบโตอย่างน่าดึงดูดในครึ่งหลังของปี 2560 โดยคาดกำไรหลักเติบโต 40% YoY สำหรับครึ่งหลังของปีนี้ (หลังจากที่ลดลง 17% YoY ในครึ่งปีแรก) และสูงขึ้นต่อเนื่อง 12% ในปี 2561 สำหรับมูลค่าหุ้นยังถูกอยู่มากปัจจุบัน QH ถูกซื้อขายด้วย PER ปี 2561 ที่เพียง 8.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2549-2559 ที่ 9 เท่า อีกทั้งบริษัทจะให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงถึงร้อยละ 6.40 ดังนั้น เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” QH โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2561 ที่ประเมินด้วยวิธี SOTP ที่ 3.40 บาท (สูงขึ้นจากเดิมที่ 3.20 บาท เพื่อสะท้อนมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจาก 1.6 บาท/หุ้น มาอยู่ที่ 1.8 บาท/หุ้น [ต่ำกว่ามูลค่าตลาด 30%] ขณะที่ PER สำหรับธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขายเท่าเดิมที่ 9 เท่า)

ประสิทธิภาพสูงขึ้นจริงจัง

QH ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้สูงขึ้นในสองประเด็นหลัก อันดับแรกแม้รายได้ชะลอตัว แต่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลงจากฐานสูงมากที่ 21.3% ในไตรมาส 4/59 มาอยู่ที่ 19.5% ในไตรมาส 1/60 และ 16.5% ในไตรมาส 2/60 (ต่ำที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 4/58) หนุนโดยการปรับแคมเปญการตลาด และกลยุทธ์ด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเราคาดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายจะลดลงจาก 19.8% ในครึ่งหลังของปี 2559 มาอยู่ที่ 16.3% ในครึ่งหลังของปี 2560 ปัจจัยที่สองได้แก่สถานะทางการเงินของ QH แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ – อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 0.9 เท่า ณ สิ่นเดือนมิ.ย. 2560 (ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2553) และอยู่ในระดับปกติที่ 0.8 เท่าในปี 2560

ผลงานปี 2560 เริ่มผงกหัวขึ้นเป็นลำดับ…

หลังจากที่บริษัทดำเนินงานอย่างอนุรักษ์นิยมในปี 2559 คาดโครงการใหม่ที่เปิดตัวในปี 2560 จะเพิ่มขึ้น 10% มาอยู่ที่ 9.9 พันล้านบาท (เปิดตัวเฉพาะโครงการแนวราบ) และคาดยอดจองซื้อสูงขึ้น 10% มาอยู่ที่ 17พันล้านบาท (ยอดจองซื้อเก้าเดือนแรกของปี 2560 คิดเป็น 71% ของเป้า) เราคาดรายได้จากการขายอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัยปี 2560 เติบโต 6% มาอยู่ที่ 19 พันล้านบาท (เก้าเดือนแรกของปี 2560 คิดเป็น 64%) ขณะที่เราประเมินอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาฯ สำหรับปี 2560 ในระดับกลางๆ; คาดทรงตัว YoY ที่ 29.8% เนื่องจากมีการเร่งขายล้างสต๊อกโครงการที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นต่ำ ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ QH ต้องการปิดโครงการที่ให้อัตรากำไรต่ำ 10-15 แห่งในปีนี้ (ปิดไปแล้วถึง 8 โครงการในครึ่งแรกของปี 2560 เทียบกับ 7 โครงการในครึ่งปี 2559)

…และเตรียมแผนธุรกิจเชิงรุกในปี 2561

เราคาดบริษัทจะมีแผนการเปิดตัวโครงการเชิงรุกในปี 2561 โดยการเปิดตัวโครงการแนวราบกระโดดสูงขึ้นอย่างน้อย 50% ไปอยู่ที่ 15 พันล้านบาท และยังมีโครงการคอนโดใหม่เปิดตัวอีก 2-3 แห่ง คาดรายได้จากการขายอสังหาฯ สูงขึ้น 8% เนื่องจากมูลค่าคอนโดแล้วเสร็จน่าจะสูงขึ้นจาก 7 พันล้านบาทในปี 2560 ไปเป็น 10 พันล้านบาทในปี 2561 (Q สุขุมวิท, จองแล้ว 27% และจะเริ่มโอนได้ในครึ่งหลังของปี 2561) อีกทั้งคาดอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาฯ ขยายตัว 90 bp มาอยู่ที่ 30.6% เนื่องจากมีการปิดโครงการที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นต่ำไปแล้วค่อนข้างมาก

ส่องกำไรรายไตรมาสจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3/60

QH น่าจะเริ่มรายงานกำไรรายไตรมาสฟื้นตัวในไตรมาส 3/60 โดยคาดกำไรหลักสูงขึ้น 13% YoY (หลังจากที่ชะลอตัว YoY ในไตรมาส 1/60-2/60) และ 17% QoQ เราประเมินว่าบริษัทจะมีการบันทึกกำไรพิเศษประมาณ 700 ล้านบาท ในไตรมาส 3/60 จากการลดสัดส่วนถือหุ้น LHBANK ลงจาก 20% มาอยู่ที่ 13.7% อีกทั้งกำไรรายไตรมาสจะกระโดดสูงขึ้นอีกครั้งในไตรมาส 4/60 เนื่องจากมีแผนเริ่มโอนคอนโดสองแห่ง Casa Condo Bangyai (โครงการมูลค่า 1.7 พันล้านบาท จองแล้ว 68%) และ The Trust Condo at BTS Erawan (มูลค่า 3.4 พันล้านบาท จองแล้ว 41%)