เม็ดเงินใหม่ที่เข้ามาจะออกดอกออกผลในระยะยาวแม้กำไรต่อหุ้นปี 2561 ชะลอตัว
ประเด็นการลงทุน
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” SPALI และเลื่อนระยะเวลาการลงทุนไปเป็นสิ้นปี 2561 โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 27.50 บาท (โดยรวมถึงหุ้นใหม่ที่เกิดจากการแปลง SPALI-W4 เป็นหุ้นสามัญเต็มจำนวนในปี 2561) อ้างอิง PER เป้าหมายที่ 10 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2549-2559 ที่ 9.3 เท่าเล็กน้อย โดยเรามองว่า SPALI เป็นบริษัทที่มียอดจองซื้อเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่มสำหรับไตรมาส 3/60 (คาดทำสถิติสูงสุดใหม่) และมีความชัดเจนของรายได้ของบริษัทที่ชัดเจนที่สุดในกลุ่มอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัยที่เราให้คำแนะนำ เรามองว่าแม้กำไรหลักต่อหุ้นในปี 2561 จะลดลง แต่มูลค่าหุ้นยังซื้อขายอยู่ในระดับถูก โดยซื้อขายที่ PER ปี 2561 เท่ากับ 8.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของบริษัท 4% อีกทั้ง SPALI จะกลับมาถจ่ายเงินปันผลได้สำหรับผลประกอบการ
ในปี 2561
เพิ่มหุ้นใหม่จากการแปลงสภาพ SPALI-W4 ในประมาณการ
เราได้นำปัจจัยการแปลงสภาพ SPALI-W4 เต็มจำนวน (จำนวนหุ้นสามัญเพิ่มขึ้น 429 ล้านหุ้น) เข้ามาคิดในประมาณการของเรา โดยปรับลดประมาณการกำไรหลักต่อหุ้นลง 20% สำหรับปี 2561 และ 2562 แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อประมาณการดังกล่าวสำหรับปี 2560 โดยบริษัทจะมีการออก SPALI-W4 ในวันที่ 20 ต.ค. 2560 โดยราคาแปลงสภาพอยู่ที่ 4 บาท/หุ้น ด้วยอัตราส่วน 1:1 (เป็น in-the-money เทียบกับราคาหุ้น ณ ปัจจุบันที่ 24.70 บาท) และเริ่มแปลงสภาพได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2561 ทั้งนี้เงินจำนวน 1.7 พันล้านบาททีบริษัทจะได้จากการแปลงสภาพ SPALI-W4 นั้นจะทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิลดลงมากโดยเราคาดจะลดลงจาก 0.8 เท่าในปี 2560 มาอยู่ที่ 0.6 เท่าในปี 2561 ซึ่งใกล้เคียงกับนโยบายบริษัทที่ 0.6-0.8 เท่า โดยหากไม่มีวอร์แรนท์ อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิจะสูงขึ้นเนื่องจากมีการลงทุนขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญในการพัฒนาโครงการ mixed-use มูลค่า 17 พันล้านบาท (ออฟฟิตและคอนโดระดับบน) บนพื้นที่ 7 ไร่บนถนนสาธร โครงการจะเริ่มสร้างรายได้หลังจากสร้างเสร็จในปี 2561 (เราคาดจะเปิดตัวคอนโดในครึ่งหลังของปี 2561)
มีความชัดเจนของกำไรมากที่สุดในปี 2561
คอนโดก่อสร้างแล้วเสร็จที่เริ่มโอนได้มีมูลค่ากว่า 16 พันล้านบาทในปี 2560 (คอนโด 9 แห่ง มีอัตราจองซื้อเฉลี่ย 70%), และมูลค่ารวม 17 พันล้านบาทในปี 2561 (คอนโด 9 แห่ง มีอัตราจองซื้อ 58%) ดังนั้นเราคาดยอดขายรอรับรู้รายได้ ณ สิ่นเดือนก.ย. 2560 จะรับประกันประมาณการรายได้อสังหาฯ ของเราสำหรับปี 2560 เกือบเต็มจำนวน และคิดเป็น 41% ของประมาณการปี 2561 ส่งผลให้ SPALI เป็นบริษัทที่มีภาพกำไรชัดเจนที่สุดในกลุ่มฯ ที่เราให้คำแนะนำ
ลุ้นยอดจองซื้อไตรมาส 3/60 จะทำจุดสูงสุดในประวัติกาล แม้จะชะลอตัวในไตรมาส 4/60
SPALI น่าจะสามารถรายงานยอดจองซื้อสูงสุดในประวัติกาลในไตรมาส 3/60 โดยเบื้องต้นเราคาดที่ 10 พันล้านบาท สูงขึ้นประมาณ 60% YoY และ 80% QoQ หนุนโดยยอดจองซื้อคอนโดสี่แห่งที่เปิดตัวใหม่ (รวมมูลค่า 10 พันล้านบาท) แข็งแกร่ง โดยเราคาดยอดจองซื้อสำหรับเก้าเดือนแรกของปี 2560 ที่ 23.8 พันล้านบาท สูงขึ้น 46% YoY ซึ่งคิดเป็น 88% ของเป้าหมายปี 2560 ที่ 27 พันล้านบาทของบริษัท ดังนั้นเรามองว่ามีโอกาสที่ยอดจองซื้อปี 2560 จะสูงกว่าเป้าหมายของบริษัทได้ประมาณ 6% ทั้งนี้สำหรับไตรมาส 4/60 ยอดจองซื้อน่าจะชะลอตัวทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจากการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลง QoQ
ส่องกำไรรายไตรมาสเติบโตแกร่งทั้งในไตรมาส 3/60-4/60
ผลประกอบการ SPALI จะกลับมาเติบโตทั้ง YoY และ QoQ อีกครั้งในไตรมาส 3/60 และ 4/60 (หลังจากที่ชะลอตัว YoY ในไตรมาส 1/60-2/60) โดยมีคอนโดสามแห่งที่เริ่มโอนได้ในครึ่งหลังของปี 2560 - Supalai City Resort Pharangklao (โครงการมูลค่า 1.8 พันล้านบาท, จองแล้ว 69%) และ
Loft Chaengwattana (มูลค่า 1.1 พันล้านบาท, จองแล้ว 85%) สำหรับไตรมาส 3/60 และ Wellington II (มูลค่า 3.6 พันล้านบาท, จองแล้ว 59%) ในไตรมาส 4/60 สำหรับอัตรากำไรหลักจะสามารถขยายตัวทั้ง YoY และ HoH ในครึ่งหลังของปี 2561 ตามรายได้ที่สูงขึ้น ในขณะที่ SPALI จะรับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์ในประประเทศฟิลิปปินส์ในไตรมาส 3/60 (เราประเมินกำไรพิเศษดังกล่าวเบื้องต้นที่ 324 ล้านบาทหลังหักภาษี)








