ก้าวเข้าสู่ปีที่ตื่นเต้นสดใสใน 2561
ประเด็นการลงทุน
เราได้ปรับเพิ่มคำแนะนำ LPN ขึ้นเป็น “ซื้อ” (จากเดิม “ซื้อเก็งกำไร”) และปรับราคาเป้าหมายไปเป็นสิ้นปี 2561 โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 14.20 บาท (อ้างอิงจาก PER เป้าหมายที่ 13 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2549-2559 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) โดย LPN เป็นบริษัทที่น่าลงทุนที่สุดในกลุ่มสำหรับความน่าตื่นเต้นของผลประกอบการที่คาดว่าจะเติบโตมากที่สุดในกลุ่มสำ หรับปี 2561 เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัยในคำแนะนำของเรา (โดยเราคาดกำไรหลักของ LPN เติบโต 24% เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 10%) กอปรกับความชัดเจนของผลประกอบการปี 2561 เพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ (ยอดขายรอรับรู้รายได้สำหรับปี 2561 เพิ่มขึ้นจากไม่มีเลย ณ ในปี 2559 มาอยู่ที่ 5 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนก.ย. 2560) ปัจจุบัน LPN ซื้อขายด้วย
PEG ปี 2561 ที่ 0.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 0.8 เท่าอยู่มาก
แม้ยอดจองซื้อสะดุด QoQ ในไตรมาส 3/60 แต่จะฟื้นตัวในไตรมาส 4/60
เราคาดยอดจองซื้อไตรมาส 3/60 ที่ 3.4 พันล้านบาท สูงขึ้น 34% YoY หนุนโดยยอดขายสินค้าคงคลังทะยานสูงขึ้น (แม้ยอดจองซื้อไตรมาส 3/60 ลดลง 23% QoQ) โดยมีเพียงโครงการ ลุมพินิ พาร์ค พหลฯ 32 (โครงการมูลค่าโครงการ 1.9 พันล้านบาท) ที่เปิดตัวในไตรมาส 3/60 ซึ่งได้รับอัตราจองซื้อ 15% ของมูลค่าโครงการ เนื่องจาก LPN จัดสรร 45% ของโครงการ (ทางมูลค่า) ให้กับเอเจนท์ชาวต่างชาติเพื่อขายในไตรมาส 4/60 จากการจัดสรรดังกล่าว กอปรกับมีการเปิดตัวคอนโดสองโครงการมูลค่า 3.2 พันล้านบาท (พระราม3 มูลค่า 1.7 พันล้านบาท และรัชดา-สาธุ มูลค่า 1.5 พันล้านบาท) จะหนุนให้ยอดจองซื้อไตรมาส 4/60 เติบโตขึ้นได้เท่าตัว YoY และเติบโตด้วยตัวเลขหลักเดียว QoQ ทั้งนี้ เราคาดยอดจองซื้อรวมปี 2560 จะแตะ 16 พันล้านบาทเป็นอย่างน้อย (เพิ่มขึ้นจากมูลค่าต่ำสุดในรอบสิบปีที่เพียง 8.5 พันล้านบาทในปี 2559)หนุนโดยโครงการเปิดใหม่มูลค่ากว่า 14 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้นก้าว
กระโดดจากมูลค่าเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 8.7 พันล้านบาทในปี 2559)
กำไรจะกลับมาแข็งแร่งเริ่มในไตรมาส 4/60
ประมาณการกำไรหลักในไตรมาส 3/60 ของเราที่อยู่ในระดับกลางๆจะไม่สร้างความประหลาดใจให้กับเราและตลาด โดยเราคาดกำไรหลักไตรมาส 3/60 ลดลง 5-10% YoY เนื่องจากไม่มีคอนโดใหม่เริ่มโอนในไตรมาส 3/60 แต่คาดเติบโต 15-20% QoQ หนุนโดยยอดขายเติบโต ซึ่งมาจากยอดขายสินค้าคงคลังเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเราคาดกำไรไตรมาส 4/60 จะกลับมาเติบโตแกร่ง (เพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ) และหนุนให้ไตรมาส 4/60 เป็นไตรมาสที่บริษัทมีกำไรมากที่สุดในปี 2560 (คอนโดสี่แห่งมูลค่ารวม 3 พันล้านบาทจะแล้วเสร็จ และเริ่มโอนได้ในไตรมาส 4/60)
เป็นผู้นำด้านกำไรเติบโตในปี 2561
เรามองว่าตารางการเปิดตัวโครงการเชิงรุกของ LPN จะต่อเนื่องถึงปี 2561 หนุนให้ยอดขายรอรู้รายได้และรายได้งอกงามตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป เราเชื่อว่าผู้บริหารจะตั้งเป้ามูลค่าโครงการเปิดใหม่ในระดับสูงที่ประมาณ 16-20 พันล้านบาทสำหรับปี 2561 (เพิ่มขึ้น 20-40% YoY) และตั้งเป้ายอดจองซื้อเติบโตประมาณ 20% สิ่งที่สำคัญที่สุด LPN เป็นผู้นำกลุ่มฯ ด้านรายได้จากธุรกิจอสังหาฯ เติบโตมากที่สุดในปี 2561 โดยเราคาดที่ 12 พันล้านบาท (สูงขึ้น 33% จาก 9 พันล้านบาทในปี 2560) ซึ่งจะรับประกันจากยอดขายรอรับรู้รายได้ ณ ปี 2560 ที่ 40% (โดยเราคาด 5 พันล้านบาทมาจากการขายสินค้าคงคลัง, และ 1 พันล้านบาทรายได้จากโครงการแนวราบที่จะเปิดตัวในครึ่งแรกของปี 2561 และรับรู้รายได้ครึ่งหลังของปี 2561)
ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
กลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนของ LPN ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2560 นั้นจะเป็นนโยบายต่อเนื่องไปถึงปี 2561 เพื่อสร้างยอดขายรอรับรู้และความชัดเจนของรายได้และผลประกอบการสำหรับปี 2562 โดยการปรับโครงสร้างบริษัทลูกเพื่อหนุนรายได้ประจำนั้นเรามองว่าจะไม่ส่งผลต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญในระยะกลาง แต่ผลจากการรุกตลาดคอนโดระดับกลาง-บนมากขึ้นนั้นจะเริ่มงอกเงยในปี 2561 อย่างแน่นอนในขณะที่จะเริ่มเห็นสินค้าใหม่ (ได้แก่บ้านเดี่ยวระดับบน [มูลค่า 30-50 ล้านบาท/หลัง]) ในไตรมาส 1/61 (โครงการ Industrial Ring Road Rama 3; มูลค่า 2.5-3 พันล้านบาท ที่จะเปิดตัวในต้นปี 2561 เพื่อบริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการแนวราบดังกล่าวในครึ่งหลังของปี 2561 ทั้งนี้บริษัทยังคงนโยบายอัตรากำไรขั้นต้นสำหรับทุกผลิตภัณฑ์จะอยู่ที่ 30% เป็นอย่างต่ำ






