‘ดูโฮม’ปรับเพื่อ‘โต’ยุคอีคอมเมิร์ซบูม

‘ดูโฮม’ปรับเพื่อ‘โต’ยุคอีคอมเมิร์ซบูม

ในวันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจ และเข้าไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคให้ต่างไปจากเดิม ได้กลายเป็นอีกประเด็นที่ “ดูโฮม” ศูนย์ค้าส่งและค้าปลีกวัสดุบ้าน ต้องกลับมาทบทวนบทบาท พร้อมกับวางบิสิเนส โมเดล กันใหม่อีกครั้ง

เป้าหมายเพื่อตอบโจทย์การเติบโตให้ได้ตามแผนงานที่วางไว้ด้วยการยกระดับจากธุรกิจ “ครอบครัว” สู่ “บริษัทมหาชน” ในปี 2561

รวมถึงรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค

กรอบการทำงานที่ มารวย ตั้งมิตรประชา กรรมการบริหาร บริษัท ดูโฮม จำกัด เร่งทำจะโฟกัสใน3เรื่องหลัก

หนึ่ง การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และลดต้นทุนในการบริหารจัดการ อีกทั้งยังเป็นการสร้างแบรนด์ “ดูโฮม” ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำ

สอง การปรับกระบวนการทำงานของคนในองค์กรให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง

สาม มองหาโอกาสใหม่ๆ ที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ และ สอดรับกับเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่ผ่านมา ดูโฮม เริ่มกรุยทางในธุรกิจอีคอมเมิร์ซผ่านเว็บไซต์ www.dohome.co.th บ้างแล้ว มีการยกเอาสินค้าในสาขาราวสองหมื่นรายการขึ้นไปอยู่บนเว็บไซต์ แบ่งสินค้าได้เป็น หมวด เครื่องใช้ไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์, โคมไฟตกแต่ง, แผนกเกษตรสวน, ฮาร์ดแวร์และเครื่องมือช่างแม่และเด็ก, ห้องครัวและของใช้ในบ้าน, ประดับยนต์, เครื่องเขียน, กีฬา, สัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์สำหรับห้องน้ำ เพื่อการช็อปออนไลน์ได้24 ชั่วโมง โดยเลือกชำระเงินทั้งการโอนเงินผ่านบัญชี, การจ่ายผ่านบัตรเครดิต และการเก็บเงินปลายทาง

เทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้น มารวย บอกทั้งเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการขาย จากปัจจุบันที่ยอดขายในช่องทางออนไลน์แม้จะอยู่ที่ 1% เมื่อเทียบกับยอดขายทั้งหมด แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตได้อีกมากในอนาคต

ดูโฮม พัฒนาระบบงานเพื่อเสริมศักยภาพการขายผ่านออนไลน์ไว้ 3 ระบบด้วยกัน ได้แก่ ระบบที่พัฒนาขึ้นภายใน (In-house system) , ระบบดาต้าเซ็นเตอร์ และ ระบบการทำงานบน SAP

ที่ผ่านมา ทุกระบบจะทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กร แต่เมื่อได้เริ่มต้นทำอีคอมเมิร์ซขึ้นมา ทำให้เริ่มนำระบบอีคอมเมิร์ซขึ้นมาไว้บนคลาวด์ เพราะสะดวกและคุ้มค่ากว่า

“หลังจากที่ได้นำระบบอีคอมเมิร์ซ และAmazon WebServices หรือ AWS มาไว้บนคลาวด์ ทำให้เซิร์ฟเวอร์มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสามารถลดรายได้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ถึง40%

ทำให้มั่นใจว่า ระบบดังกล่าวจะสนับสนุนให้ยอดขายจากช่องทางอีคอมเมิร์ซเติบโตได้ถึง 32 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้”

มารวย บอกถึงข้อดีของการปรับเทคโนโลยีในครั้งนี้ว่า การทำงานบนระบบคลาวด์ของ AWS มีความเสถียร และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าดูโฮม ได้เป็นอย่างดี เช่นที่ผ่านมา อาจมีปัญหา Downtime ของระบบเกิดขึ้นบ้าง แต่ด้วยการทำงานของเทคโนโลยีที่เลือกแล้วจะช่วยให้ทุกอย่างทำงานดีขึ้นกว่าเดิมมาก ตัวอย่างเดิมใช้เวลา load time เฉลี่ยที่ 14 วินาทีก็ปรับมาเป็น 3 วินาทีเท่านั้น

นอกจากนี้ AWS ยังตอบโจทย์ในเรื่องของเวิร์คโหลดบนระบบอีคอมเมิร์ซ การออกแคมเปญทางการตลาดได้อย่างรวดเร็วขึ้นเพียงแค่คลิกเท่านั้นจากเดิมต้องใช้เวลาถึง 7 วัน รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานได้มากถึง 40%

จากการปรับระบบเทคโนโลยีภายในเป็นที่เรียบร้อย สิ่งที่ต้องดำเนินการถัดมาก็คือ การปรับกระบวนการทำงานของทีม เพื่อรับกับการโตของอีคอมเมิร์ซด้วย

“มีการจัดตั้งทีมงานด้านอีคอมเมิร์ซขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ส่วนนี้ประมาณ 40-50 คน เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจออนไลน์ รวมทั้งการพัฒนาในส่วนที่เป็นแคตตาล็อค ออนไลน์ให้มากขึ้นด้วย”

สุดท้าย มารวย มองถึง การเติบโตของธุรกิจในอนาคต ซึ่งก็ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้ต้องมองหาโอกาสใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา”

“เพราะเทรนด์เปลี่ยนเร็วมาก ธุรกิจคนกลางก็อยู่ยากขึ้นด้วย” มารวย กล่าวถึงการปรับตัวที่ต้องเร็วและให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

หนึ่งในประเด็นที่มองเอาไว้แต่ยังรอข้อสรุปอีกครั้งนั่นก็คือ ไซส์ของสาขาใหม่ที่มีความเป็นไปได้ในการปรับลดขนาดลง จากเดิมต้องใช้พื้นที่ขนาดประมาณแสนตารางเมตร ที่ต้องใช้พื้นที่และเงินลงทุนค่อนข้างสูง

ปัจจุบันดูโฮม เปิดให้บริการทั้งหมด 8 สาขา ได้แก่ สาขาอุบลราชธานี, สาขานครราชสีมา, สาขาขอนแก่น, สาขาอุดรธานี สาขารังสิต คลอง 7, สาขาพระราม 2, สาขาบางบัวทอง และ สาขาเชียงใหม่

โดยตั้งเป้าว่าจะเปิดสาขาที่เป็นออฟไลน์ให้ได้อีก 2-3 แห่งในช่วง 1-2 ปีนี้

ในอีกด้านก็พยายามมองหา บิสิเนส โมเดลใหม่ๆ เข้ามาเสริมอีกในอนาคต โดย มารวย มองถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการสร้างดีซี

อย่างไรก็ดี หลายแนวทางที่เตรียมความพร้อมให้กับดูโฮม สามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้เป็นอย่างดี

 ในส่วนของอีคอมเมิร์ซ เจาะตลาด B2C เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ซื้อขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ ตอบโจทย์การซื้อสินค้าผ่านโลกออนไลน์ที่จะช่วยให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางมาซื้อสินค้าที่สาขา แต่สามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ได้ในทุกที่ทุกเวลา

ขณะที่สาขา จะเน้นทำตลาดแบบ B2B ซึ่งก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

มองในภาพรวมแล้ว ดูโฮม มิติใหม่ ในสายตาผู้บริหารรุ่นที่สอง มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจโดยนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาสร้างจุดเปลี่ยนที่สำคัญ พร้อมๆ กับการเปลี่ยนผ่านองค์กรจาก ธุรกิจครอบครัว สู่ องค์กรบริหารอย่างมืออาชีพ

การ “ปรับ” เพื่อ เร่ง “โต” ในครั้งนี้จะเป็นไปตามแผนได้แค่ไหนเป็นเรื่องที่ ดูโฮม ต้องพิสูจน์ และก้าวข้ามไปให้ได้ ทั้งปัจจัยภายนอกท่ามกลางสภาพตลาดที่การแข่งขันสูง และปัจจัยภายใน เช่น การส่งไม้ต่อจากรุ่นบุกเบิกสู่รุ่นสอง ความคล่องตัวในตัดสินใจและบริหารจัดการ เป็นต้น