กำไร 2Q60 -YoY และ -QoQ พร้อมปรับลดประมาณการปี 60
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
Ø รายงานกำไร 2Q60 ที่ 40 ล้านบาท หดตัว 36%QoQ และหดตัว 19%YoY : เนื่องจาก 2Q60 มีการบันทึกค่าเผื่อด้อยค่าตั๋วแลกเงิน 20 ล้านบาท โดยหากไม่รวมค่าใช้จ่ายดังกล่าวบริษัทจะมีกำไรปกติอยู่ที่ 60 ล้านบาทลดลง 6%QoQ แต่เติบโต 20%YoY โดยบริษัทมีรายได้ 240 ล้านบาท +2%QoQ เนื่องจากในไตรมาส 2 ไม่มีการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าใหม่ โดยยังรับรู้รายได้จาก 4 โรงไฟฟ้า (CRB MWE TSG MGP) กำลังการผลิตรวม 34.4 MW ขณะที่ต้นทุนการขายไฟฟ้าปรับตัวขึ้น 5.5% สู่ระดับ 56% เนื่องจากโรงไฟฟ้า MWE (กำลังการผลิต 8 MW) ต้นทุนปรับตัวขึ้นจากบริษัทคู่ค้าปรับค่าบริหารโรงไฟฟ้าขึ้นจากหน่วยละ 1.75 บาทต่อหน่วยเป็น 2.35 บาทต่อหน่วยตามราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร(ไม่รวมรายการพิเศษจากด้อยค่าตั๋วแลกเงิน 20 ล้านบาท)ยังทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อน ส่งผลให้บริษัทรายงานกำไร 2Q60 ที่ 40 ล้านบาท -36%QoQ และ -19%YoY และรายงานกำไร 1H60 ที่ 104 ล้านบาท +28%YoY คิดเป็นเพียง 27% ของประมาณการเดิม
Ø มีโอกาสเติบโตในอนาคตหลังได้สัญญา PPA ของโรงไฟฟ้า PGP และพร้อมเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้า SPP-Hybrid Firm ช่วง 4Q60 : บริษัทมีโอกาสเติบโตจากโรงไฟฟ้า TPCH1 TPCH2 TPCH5 และ PGP ได้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าครบทั้ง 4 โรงและอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างซึ่งคาดว่าจะ COD ได้ใน 4Q61 3 แห่ง(TPCH1 TPCH2 และTPCH5) และ 1Q62 อีก 1 แห่ง(PGP) นอกจากนี้บริษัทเตรียมเข้าประมูลโรงไฟฟ้ารูปแบบ SPP-Hybrid Firm ซึ่งรัฐบาลกำหนดรับซื้อไฟฟ้ารวม 300 MW โดยบริษัทยังคงเน้นการประมูลไปที่ภาคใต้และภาคกลางรวม 60 MW และเข้าร่วมกับพันธมิตรในการประมูลภาคอีสานอีก 20 โครงการซึ่งจะเปิดประมูลในเดือน ต.ค. และคาดว่าจะทราบผลการประมูลเดือนธ.ค. นอกจากนี้บริษัทพร้อมเข้าร่วมประมูล VSPP-Semi Firm กำลังการผลิต 269 MW เพิ่มเติมเมื่อรัฐบาลเปิดการรับซื้อ
Ø ปรับประมาณการกำไรปี 60 และ 61 ลง 36% และ 17% จากประมาณการเดิม : ฝ่ายวิจัยปรับประมาณการปี 60 และ 61 ลงจาก 391 ล้านบาทและ 515 ล้านบาทสู่ 248 ล้านบาทและ 429 ล้านบาทลดลง 36% และ 17% ตามลำดับ เนื่องจากต้นทุนการผลิตปรับตัวขึ้นสูงกว่าที่คาดไว้หลังบริษัทคู่ค้าซึ่งรับบริหารโรงไฟฟ้าแม่วงศ์ (MWE) ขอปรับขึ้นค่าบริหารหลังราคาวัตถุดิบปรับตัวขึ้นจาก 900 บาทต่อตันสู่ 1,100 บาทต่อตัน อีกทั้งโรงไฟฟ้าพัทลุงกรีน (PGP) ซึ่ง COD วันที่ 7 ก.ค.60 และโรงไฟฟ้าสตูลกรีน (SGP) COD ล่าช้ากว่าแผนจาก 2Q60 และ 3Q60 เป็น 3Q60 และ 4Q60 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามเราคาดว่าผลประกอบการ 2H60 จะเติบโต 44% จากช่วง 1H60 สู่ 144 ล้านบาท เนื่องจากมีการรับรู้กำลังการผลิตใหม่จากโรงไฟฟ้า PGP และ SGP กำลังการผลิตแห่งละ 9.2 MW และมีโอกาสกลับรายการด้อยค่าในตั๋วแลกเงิน 20 ล้านบาทใน 4Q60 เข้ามาหนุนผลประกอบการในครึ่งปีหลัง และปี 61 ผลประกอบการมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการรับรู้กำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้า PGP และ SGP เต็มปี และคาดว่าจะรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้า TPCH1 TPCH2 และ TPCH5 อีก 24.7 MW ในช่วง 4Q61
Ø คงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับใช้ราคาเหมาะสมปี 61 ที่ 21.74 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ที่ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) ที่ 6.79% ได้ราคาเหมาะสมลดลงจาก 22.20 บาท เหลือ 21.74 บาทหลังปรับประมาณการลงจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวขึ้น แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เพราะราคาที่ประเมินได้สูงกว่าราคาปิดล่าสุด
ปัจจัยสนับสนุน
· อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงไฟฟ้า 4 แห่งกำลังการผลิตรวม 45.7 MW
· มีโอกาสเติบโตจากเปิดประมูล SPP Hybrid Firm 300 MW และ VSPP Semi Firm 269 MW
ปัจจัยเสี่ยง
· การก่อสร้างโรงไฟฟ้าล่าช้ากว่าแผน
· ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น







