‘เก่าไป ใหม่มา’ นวัตกรรมสินค้า กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ทำไมความแตกต่างของระดับรายได้ต่อหัวระหว่างประเทศที่รวยที่สุดกับจนที่สุดในโลกจึงได้เพิ่มขึ้นอย่างมากจากประมาณ 10 เท่าเมื่อ 100 ปีก่อนมาเป็นกว่า 150 เท่าในปัจจุบัน เหตุใดเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศจึงไม่สามารถรักษาอัตราการขยายตัวในระดับสูงได้นานพอที่จะหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จ
งานวิจัยทั้งในทฤษฎีและเชิงประจักษ์ได้ชี้ให้เห็นว่า กุญแจสำคัญที่สุดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวอยู่ที่ความสามารถในการยกระดับ ‘ผลิตภาพ’ ของระบบเศรษฐกิจโดยการใช้ทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
คำถามที่ตามมาคือ อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศหนึ่งมีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมด้านต่างๆ ได้มากกว่าอีกประเทศหนึ่ง และเราจะวัดความสามารถดังกล่าวได้อย่างไร งานวิจัยในช่วงหลังได้ให้ความสำคัญกับ ‘know how’ หรือ องค์ความรู้และทักษะความชำนาญในแขนงต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐานของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ บทบาทหลักของระบบเศรษฐกิจคือการเอื้อให้ความรู้และความสามารถที่กระจัดกระจายอยู่ในแต่ละคน แต่ละองค์กร สามารถรวมตัวและเชื่อมต่อกันได้เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
เราสามารถวัดระดับ know how ของแต่ละระบบเศรษฐกิจได้จากโครงสร้างสินค้าที่แต่ละประเทศผลิต จากแนวคิดที่ว่าสินค้าแต่ละประเภทสะท้อนระดับองค์ความรู้และความสามารถในการบริหารจัดการของระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน หากเปรียบเทียบสินค้าสองประเภท เช่น คอมพิวเตอร์กับดินสอ แน่นอนว่าคอมพิวเตอร์มีความซับซ้อนมากกว่าดินสอหลายเท่าตัว
ต้องใช้ชิ้นส่วนจำนวนมาก ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มีการพึ่งเครือข่ายการผลิตที่หลากหลาย ขณะที่ดินสอมีความซับซ้อนในการผลิตน้อยกว่ามาก ดังนั้น ประเภทและความหลากหลายของสินค้าที่แต่ละประเทศผลิตจึงสะท้อนถึงองค์ความรู้ ทักษะความชำนาญ และระดับศักยภาพในการผลิตที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถคำนวณออกมาเป็นตัวชี้วัดที่เรียกว่า Economic Complexity Index หรือ ECI สำหรับสินค้าแต่ละชนิดสามารถคำนวณค่าความซับซ้อนที่มีชื่อเรียกว่า Product Complexity Index หรือ PCI
เมื่อเปรียบเทียบ ECI ของไทยเทียบกับประเทศต่างๆ นับได้ว่าประเทศไทยมีพัฒนาการที่ดีมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยจากเศรษฐกิจที่พึ่งการส่งออกผลผลิตด้านการเกษตรเป็นหลัก มาสู่สินค้าประเภทยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ หลายประเทศ
ในเอเชียไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย จีน เวียดนาม ก็มีความซับซ้อนสูงขึ้นเช่นกัน แต่กล่าวได้ว่าพัฒนาการของไทยไม่น้อยหน้าใครในภูมิภาคนี้
งานศึกษาพบว่า การเพิ่มขึ้นของ ECI โดยมากแล้วเกิดจากการที่ประเทศค่อยๆ ผันไปผลิตสินค้าใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นแต่ยังคงเกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่ผลิตได้อยู่แล้ว โดยอาศัยการต่อยอดองค์ความรู้ทักษะความชำนาญเดิมที่มีอยู่ การที่ประเทศจะก้าวกระโดดไปผลิตสินค้าที่มีความแตกต่างอย่างมากจากโครงสร้างสินค้าในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการสร้าง know how และเครือข่ายการผลิตใหม่ๆ ต้องอาศัยเวลา ดังนั้นโครงสร้างสินค้าปัจจุบันจึงเป็นตัวกำหนดที่สำคัญต่อประเภทของสินค้าใหม่ๆ ที่ประเทศจะขยับขยายต่อไปได้ในอนาคต
นอกจากนี้ ECI ยังมีความสัมพันธ์ค่อนข้างมากกับระดับรายได้ของประเทศ โดยประเทศที่มีความซับซ้อนสูงมักมีรายได้ต่อหัวสูงไปด้วย ข้อสังเกตหนึ่งคือเศรษฐกิจไทยที่ดูเหมือนจะมีศักยภาพการผลิตสูงจากค่า ECI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลับมีระดับรายได้ต่อหัวที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มี ECI ระดับเดียวกัน นำไปสู่คำถามว่า มีปัจจัยบางอย่างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยให้ไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากศักยภาพของประเทศหรือไม่
สิ่งที่งานวิจัยค้นพบคือ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างสินค้าที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาพรวม แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นถึงความไม่ทั่วถึงของพัฒนาการเชิงบวกนี้ โดยพบว่า ศักยภาพการผลิตของประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมามีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากผู้ประกอบการจำนวนน้อยรายเท่านั้นเมื่อเทียบกับจำนวนบริษัททั้งหมด ขณะที่มีผู้ประกอบการและแรงงานอีกจำนวนมากมีส่วนร่วมน้อยในการผลักดันและได้รับประโยชน์จากการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ
นอกจากนี้ นวัตกรรมสินค้าและศักยภาพการผลิตยังมีการกระจุกตัวสูงในระดับจังหวัดและภูมิภาค ซึ่งทำให้จังหวัดที่เป็นที่ตั้งของผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนสูงมีระดับรายได้สูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ไปด้วย
ความเหลื่อมล้ำในระดับผู้ประกอบการและในเชิงพื้นที่นี้ สะท้อนถึงการกระจุกตัวของ know how ซึ่งจะทำให้การต่อยอดองค์ความรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นในวงกว้าง สุดท้ายจะกลายมาเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป การวางแนวนโยบายที่เหมาะสมไม่เพียงต้องเข้าใจถึงโครงสร้างการผลิตของประเทศในปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงการกระจายตัวของระดับศักยภาพในระดับผู้ประกอบการและเชิงพื้นที่อีกด้วย
หนทางสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว มิใช่เพียงมุ่งที่จะเติบโตแบบเดิมๆ ด้วยการผลิตสินค้าเดิมๆ ให้มากขึ้นเท่านั้น แต่ควรมุ่งที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศที่สะท้อนอยู่ในความหลากหลายและระดับความซับซ้อนของสินค้าที่ผลิต ควรเน้นที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ ภายใต้บรรยากาศการแข่งขันที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสินค้าให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึง
.............
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความที่จะนำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2560 ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หัวข้อ “เศรษฐกิจ คิดใหม่” วันที่ 18-19 ก.ย.2560 ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของคณะผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธปท.







