วงการ "บิทคอยน์" เผยมูลค่าซื้อขายในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดเฉลี่ยวันละ 100 ล้าน พุ่งกว่า 3 เท่าตัว ขณะราคาซื้อขายแตะ 150,000 บาทต่อบิทคอยน์ ด้านนักวิชาการห่วงเกิดฟองสบู่!!
ความสนใจในสกุลเงินดิจิทัลที่ต้องอาศัยการเข้ารหัส(Cryptocurrency) จากผู้ลงทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย โดยสกุลเงินดิจิทัลที่คนสนใจมากสุด คือ บิทคอยน์ ซึ่งราคาในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 4,400 ดอลลาร์ต่อบิทคอยน์ เช่นเดียวกับราคาในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ระดับ 150,000 บาทต่อบิทคอยน์ขณะที่มูลค่าการซื้อขายก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสนใจของผู้ลงทุนที่มีมากขึ้น
นายปรมินทร์ อินโสม ผู้ร่วมกองตั้ง Zcoin และสตางค์ดอทคอม กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายบิทคอยน์ในประเทศไทย เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 3.5ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 100ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะปีนี้ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด หรือโตขึ้น 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ส่วนราคาซื้อขายบิทคอยน์ในไทย ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามราคาตลาดโลก โดยในเดือนส.ค.นี้ ราคาบิทคอยน์ในไทยปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าระดับ 150,000 บาทต่อ 1 บิทคอยน์ เพิ่มขึ้นจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีราคาซื้อขายอยู่แค่เพียงระดับ 7,000-8,000 บาทต่อ 1 บิทคอยน์ และเมื่อไม่นานมานี้ “โกลด์แมน แซคส์” วาณิชธนกิจชื่อดัง ได้ประกาศว่ามีโอกาสมากที่ราคาดังกล่าวจะปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 165,000 บาทในปีนี้และในระยะ5-10ปี มีโอกาสเห็นที่ระดับ 330,000 บาท ต่อ 1 บิทคอยน์
สาเหตุเพราะปีนี้มีปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศไทยเอง โดยมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์เดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยจำนวนมาก ซึ่งจะนำเงินบิทคอยน์โอนข้ามประเทศและนำมาซื้อขายในตลาดบิทคอยน์ของไทย เพื่อแลกบิทคอยน์เป็นเงินบาท สามารถนำไปใช้จ่ายได้
ขณะเดียวกันยังมีนักลงทุนที่มีความชำนาญด้านการลงทุนปกติอยู่แล้ว เห็นว่า Cryptocurrency จะสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนในภาวะที่ผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นและอสังหาไม่สูงนัก ได้พยายามโยกเงินในพอร์ตลงทุนบางส่วนเข้ามาในลักษณะซื้อบิทคอยน์ทิ้งไว้ยาวๆ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก
นอกจากนี้ นายปรมินทร์ กล่าวด้วยว่า ตลาดบิทคอยน์ในไทย ยังเป็นที่นิยมของนักลงทุนทั่วไปส่วนใหญ่ เป็นคนในวงการไอทีด้วยกัน ที่มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน หรือคนที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับบิทคอยน์ หรือแม้แต่สถาบันการเงิน ขณะนี้ก็เริ่มเข้ามาศึกษาเทคโนโลยีดังกล่าวด้วย
สำหรับกลุ่มที่เอามาใช้ในการซื้อสินค้าก็มีบ้าง โดยร้านค้าที่รับเงินดิจิทัลส่วนใหญ่จะอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยว เช่น พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น ส่วนมากเป็นการซื้อพวก digital item ครับแต่ถ้าเป็นประเภทจับต้องได้(physical) ก็ขึ้นอยู่กับร้านเลยครับว่าที่ไหนรับบ้าง
ปัจจุบันกระดานเทรดบิทคอยน์ในไทย มีผู้เล่นประมาณ 4 ราย คือ 1. bx.in.th ซึ่งเว็บกระดานเทรดบิทคอยซ์แห่งแรกในไทย 2.coins.co.th 3. satang.com 4.Coinbx.com ส่วนแบ่งตลาดยังไม่ได้มีการเก็บข้อมูลกัน และหากได้รับการสนับสนุนจากทางหน่วยงานกำกับอย่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อกำกับดูแลให้ถูกต้อง เชื่อว่าตลาดบิทคอยน์ในไทยจะเติบโตได้เร็วกว่านี้ เพราะปัจจุบันเมื่อยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งทุกฝ่ายเข้าใจว่าหน่วยงานกำกับต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ฉะนั้นมองว่าผู้เล่นรายใหญ่จะยังไม่เข้ามา ขณะที่รายเล็กที่มีอยู่เติบโตค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับ satang.com ปัจจุบันมีมูลค่าการเทรดเฉลี่ยต่อวันประมาณ 10 ล้านบาท และขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาให้สามารถใช้งานซื้อขายบิทคอยน์ได้ครบในทุกแฟลตฟอร์ม ทั้งเว็บไซด์ และมือถือ ร่วมกับพันธมิตรอย่างเช่นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือและธนาคาร จากนั้นในอีก4-5เดือนข้างหน้าจะเริ่มอบรมให้ความรู้กับนักลงทุนทั่วไปเกี่ยวกับการลงทุนบิทคอยน์อย่างจริงจัง
ส่วนกรณีตลาดกำลังจับตาความเสี่ยงฟองสบู่บิทคอยน์ที่สามารถจะแตกได้ตลอดเวลานั้น นายปรมินทร์ มองว่า ฟองสบู่บิทคอยน์เกิดขึ้นในบางบิทคอยน์เท่านั้น ไม่ได้เป็นผลกระทบกับทุกบิทคอยน์ นักลงทุนสามารถสังเกตได้จากถ้าบิทคอยน์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษกว่าหรือมาเสริมบิทคอยน์ที่มีอยู่ในตลาด อาจจะมีโอกาสเกิดฟองสบู่บิทคอยน์ได้
นายอาณัติ ลีมัคเดช ผู้อำนวยการโครงการปริญญาโททางการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบมูลค่ากับบิทคอยน์ขุดใหม่พบว่าต่างกัน 1,000 ดอลลาร์ ดังนั้นสูงเกินจริง จึงอาจจะนำไปสู่ฟองสบู่ได้ เพราะมันขาดแรงกดมาทาน แต่หากมองข้อดีก็เป็นการคาดหมายของการเป็นเงินในอนาคต
แต่การทำกำไรไม่สามารถทำจากการขุดเงินใหม่ได้ ซึ่งจะทำได้จากการออกเสนอขายหน่วยเงินดิจิทัลให้กับประชาชนทั่วไป หรือ initial coin offerings( ICO ) ดังนั้น ขณะนี้ ICO จึงมาเชื่อมโยงกัน จะพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเงินดิจิทัลถูกผูกเข้าด้วยกัน หรือภาษาสถิติเรียกว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกกัน และนี่คือ สิ่งที่ ธปท. เป็นห่วง เพราะถ้ามันล้มมันจะลามกันไป ที่เรียกว่าความเสี่ยงเชิงระบบ(systemic risk)
"เพราะขณะนี้เงินออกใหม่บางสกุลจะสร้างเครือข่ายเอง และมีคนเข้ามาร่วมขุดเงินนี้ เพราะขณะนี้มันขุดง่ายกว่าบิทคอยน์ แต่เขาจะเอาเงินออกใหม่ ไปแลกเป็น บิทคอยน์ เพื่อขายเพราะได้ราคาดีกว่าที่จะขาย เงินออกใหม่เอง หรือถูกกว่าที่จะซื้อหรือขุดบิทคอยน์โดยตรง ดังนั้นจะเห็นว่าอุปสงค์ของบิทคอยน์ ส่วนหนึ่งมันไปผูกกับอุปทานของเงินดิจิทัลสกุลใหม่ โดยเฉพาะที่เกิดจาก ICO ความเสี่ยงมันเลยเชื่อมโยงกันครับ ใครล้มก่อนอาจลากกันไปทั้งกระดาน"





