ถอดรหัส 'เจ้าสัวเจริญ' รุกซื้อสาขา 'เคเอฟซี' หมื่นล้าน

สาขาร้าน "ไก่ทอด เคเอฟซี" กว่า 240 สาขา กับเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท คือการลงทุนล่าสุดของ "เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี" ในการบุกธุรกิจอาหาร ท่ามกลางธุรกิจเครื่องดื่ม และอาหารที่มีอยู่ในกลุ่มไทยเบฟยังไม่บรรลุเป้าหมาย
ปิดดีลไปแล้วเรียบร้อย สำหรับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ เจ้าของอาณาจักรธุรกิจเครื่องดื่มแบรนด์ "ช้าง" ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ว่าได้ขยายธุรกิจอาหาร โดยซื้อสาขาร้านไก่ทอด เคเอฟซี จำนวนกว่า 240 สาขา จาก บริษัท ยัม เรสเตอร์รองส์ (ประเทศไทย) รวมทั้งซื้อสาขาที่มีแผนจะเปิดในอนาคตด้วย รวมมูลค่าดีลนี้ไทยเบฟจ่าย 11,300 ล้านบาท
ภายในปี 2563 เคเอฟซีมีแผนขยายสาขาในไทยให้มีจำนวนถึง 800 สาขา จากปัจจุบันเคเอฟซีมี ประมาณ 600 สาขา โดยกลยุทธ์ของ "ยัม" คือจะบริหารแบรนด์เคเอฟซี และให้แฟรนไชส์แก่พันธมิตร และมีข้อตกลงเรื่องส่วนแบ่งรายได้จากยอดขาย โดยปัจจุบันมีกลุ่ม ซีอาร์จี เครือเซ็นทรัล บริหารรับแฟรนไชส์ไปแล้วกว่า 200 สาขา ซึ่งส่วนใหญ่เปิดอยู่ในห้างเซ็นทรัล โรบินสัน อีกรายคือ เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ หรืออาร์ดี บริหารโดยกองทุนอาเซียนอินดัสเตรียลโกรทฟันด์ หรือ เอไอจีเอฟ ประมาณ 130 สาขา และล่าสุดกลุ่มไทยเบฟ ภายใต้ชื่อบริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) หรือ คิวเอสเอ ซื้อแฟรนไชส์ไปอีกกว่า 240 สาขาดังกล่าว
นั่นคือกลยุทธ์ของ "ยัม" ที่ไม่ต้องการให้รายใดรายหนึ่งรับแฟรนไชส์เพียงรายเดียว ปัจจุบันจึงมี 3 รายใหญ่ซื้อแฟรนไชส์ไป แน่นอนว่าจะเกิดการแข่งขันกันมากขึ้น
สำหรับผลประโยชน์ด้านธุรกิจที่ไทยเบฟ ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี มหาเศรษฐีของไทย จะได้จากการซื้อสาขาเคเอฟซี คือการรุกธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่เป็นธุรกิจอาหารที่ทำตลาดได้ง่าย สร้างรายได้ง่ายและเร็วกว่า เมื่อเทียบกับธุรกิจอาหารที่ไทยเบฟมีอยู่ในปัจจุบันอย่าง โออิชิ
มีการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจฟาสต์ฟู้ดว่ารายได้ของร้านเคเอฟซีต่อปี ต่อสาขานั้นอยู่ที่ประมาณ 25 ล้านบาท โดยมีส่วนต่างกำไรขั้นต้นประมาณ 40% กำไรสุทธิประมาณ 15% ส่วนที่ว่าสามารถทำตลาดได้ง่าย และเร็ว เพราะราคาต่อเมนูนั้นไม่สูง ผู้บริโภคส่วนใหญ่ระดับแมสทั่วประเทศมีความสามารถและพร้อมจ่าย โดยเฉลี่ยถ้ามากินกันสองคน ก็จ่ายไม่เกิน 300 บาท เมื่อเทียบกับร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไทยเบฟเปิดอยู่แล้วอย่างร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิที่ต้องจ่ายหัวละ 500-1,000 บาทขึ้นไป
"ถ้าร้านอาหารมีเมนูที่ลูกค้าต้องจ่ายสูง ก็จำกัดกลุ่มลูกค้าในเมืองใหญ่ จึงมีข้อจำกัดในการขยายสาขาเพราะกลุ่มเป้าหมายเน้นเฉพาะคนเมือง และกรุงเทพมากกว่า แต่เคเอฟซี ไก่ทอดเป็นเมนูที่คนไทยชอบมากกว่า มีอยู่ทั่วประเทศ ราคาพอจ่ายได้ จึงสามารถขยายเมืองระดับรอง ๆ ลงไปได้ทั่วประเทศ" ผู้เชี่ยวชาญด้านฟาสต์ฟู้ดกล่าว
นี่คือการตอบโจทย์ที่เจ้าสัวเจริญต้องการขยายธุรกิจอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ธุรกิจเครื่องดื่มที่มีรายได้ลดลง ทั้งกลุ่มแอลกอฮอล์ ที่รายได้จะลดลงตามฤดูกาล ขณะที่เครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอลอื่น ๆ ทั้งชาเขียว น้ำอัดลม เอส ก็มียอดขายลดลง อย่างชาเขียวชัดเจนว่า เพราะมีคู่แข่งจำนวนมาก ยอดขายขึ้นลง ตามแผนการโปรโมชั่น และการชิงโชค นอกจากนี้ยังเจออุปสรรคเทรนด์ของผู้บริโภคที่รักษาสุขภาพ ด้วยการกินหวานลดลง
ขณะที่ "เอส" น้ำอัดลม ที่ไทยเบฟซื้อแบรนด์มาจากเสริมสุขกว่า 1,500 ล้านบาท ก็ยังไม่สามารถชิงส่วนแบ่งจากเจ้าตลาดอย่างเป๊ปซี่ และโค้ก ได้ เพราะลูกค้ามีความชอบ และภักดีต่อแบรนด์เป๊ปซี่ และโค้ก สูงมาก
ทางด้านความพร้อมของอาณาจักรห้างค้าปลีกทั้งระดับห้างใหญ่ อย่างไฮเปอร์มาร์เก็ต "บิ๊กซี" ที่เจ้าสัวเจริญทุ่มกว่า 1.2 แสนล้านบาท เทคโอเวอร์เมื่อปี 2559 ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การซื้อธุรกิจค้าปลีก แต่คือซื้อที่ดิน และสาขาทุกขนาดที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 190 สาขา และอีก 3 ปี มีแผนขยายสาขาขนาดใหญ่อีก 7-8 สาขาในเมืองรองจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลดีที่สามารถรองรับการขยายสาขาร้านอาหารได้
นี่คือความยั่งยืนของธุรกิจที่ไทยเบฟพูดถึงในประกาศที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ต้องมีธุรกิจอาหารมาเสริมรายได้ ส่วนหนึ่งเพราะผลประกอบการที่ประกาศออกมา เห็นได้ชัดว่า ช่วงไตรมาสที่สอง ตามปีงบการเงินของบริษัท (ม.ค.-มี.ค. 2560 ) รายได้รวมอยู่ที่ 50,347 ล้านบาท ลดลง 8.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 55,175 ล้านบาท ส่วนกำไรก็ลดลง 23.5% จาก 8,895 ล้านบาท เหลือ 6,579 ล้านบาท
ธุรกิจที่รายได้และกำไรลดลงคือกลุ่มแอลกอฮอล์ ช่วงม.ค.-มี.ค.2559 สุรา มีรายได้ 31,231 ล้านบาท แต่ ม.ค.-มี.ค.2560 มีรายได้เพียง 28,898 ล้านบาท คิดเป็นลดลง 7.5% เบียร์รายได้ 18,034 ล้านบาท มาเหลือเพียง 15,522 ล้านบาท ลดลง 13.9% ขณะที่เครื่องดื่มไม่ใช่แอลกอฮอล์ มีรายได้ 4,432 ล้านบาท เหลือเพียง 4,293 ล้านบาท ลดลง 3.2% กลุ่มที่เพิ่มขึ้นคือธุรกิจอาหาร มีรายได้ในปีที่แล้ว 1,535 ล้านบาท เพิ่มเป็น 1,647 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 7.3%
ถึงเวลานี้ "เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี" กับอาณาจักรหลายแสนล้านบาททั้งเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอาหาร ผ่านการเทคโอเวอร์ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา กำลังย้ำให้เห็นอีกครั้งว่าจุดหมายไม่ไกล และไปถึงได้ไม่อยาก ในการบุกทุกตลาด ในทุกที่ที่มีโอกาส และทั้งหมดคือต้องปรับตัวในการทำธุรกิจ ตามคำยืนยันที่เจ้าสัวเจริญเคยกล่าวกับคู่ค้าเมื่อหลายปีก่อนว่า "เราต้องพัฒนา ถ้าเราไม่พัฒนาเราก็อยู่กับที่ เมื่ออยู่กับที่ โอกาสที่จะทำให้พวกเราแข็งแรงขึ้นมันก็ไม่มี"







