วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

2สมาคมผู้ส่งออกข้าว-โรงสีข้าว แจงปมร้องตรวจโกดังข้าว

2สมาคมผู้ส่งออกข้าว-โรงสีข้าว แจงปมร้องตรวจโกดังข้าว

2สมาคมผู้ส่งออกข้าว-โรงสีข้าว แจงปมร้องตรวจโกดังข้าว จี้รัฐแจงเกณฑ์จัดเกรดข้าวใหม่

นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยถึงกรณีที่นางสาวอิศราภรณ์ คงฉวี ผู้แทนเจ้าของคลังวรโชติ (หลัง 2) ออกมาชี้แจงกรณีโกดังข้าว 8 แห่ง เรียกร้องรัฐบาลระงับการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/57 ว่า สาเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจากการตีความของคุณภาพข้าวที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเกิดขึ้นเป็นกรณีแรกที่มีเจ้าของคลังออกมาเรียกร้องเช่นนี้ ในฐานะสมาคมโรงสีข้าวไทยมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ทางออกที่สามารถดำเนินการได้ ภาครัฐจำเป็นต้องประเมินถึงผลกระทบก่อน หากพบว่าทางออกที่ดีคือ การเจรจากับผู้ประมูลข้าว และตรวจสอบคุณภาพข้าวได้ใหม่ จะไม่ทำให้ภาครัฐเสียหาย อีกทั้งจะเกิดประโยชน์ให้ทุกฝ่ายยอมรับคุณภาพข้าวที่ตรงกันก็น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม

“ปัญหาเกิดจากกระบวนการคัดเกรดคุณภาพออกออกไปเป็น กลุ่ม เอ, บี ,ซี หรือข้าวเพื่อการบริโภค ข้าวเพื่ออาหารสัตว์ และข้าวเพื่อทำพลังงาน ส่วนนี้ในฐานะเจ้าของคลังที่ออกมาชี้แจงก็ระบุว่า ไม่ทราบถึงหลักเกณฑ์แบ่งกลุ่มที่ชัดเจน รู้เพียงว่าข้าวในคลังของเขาเป็นข้าวประเภทใด มีคุณภาพอย่างไร แต่ไม่ทราบว่าข้าวเหล่านั้นถูกใช้หลักเกณฑ์อะไร ในการนำไปคัดเกรดอีกระดับหนึ่ง เมื่อดำเนินการมาถึงขั้นตอนประมูล และได้ราคาตามหลักเกณฑ์การแบ่งคุณภาพข้าว รัฐก็เสียหายจากข้าวไม่ได้คุณภาพ ในส่วนของเจ้าของคลังก็ต้องรับผิดชอบจากส่วนต่างราคา จึงต้องออกมาโต้แย้ง” นายเกรียงศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพข้าวที่ผ่านมา จะยึดหลักมาตรฐานการตรวจสอบของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทุกฝ่ายยอมรับในมาตรฐานนั้น เนื่องจากใช้คัดเกรดข้าวไทยมานาน แต่กรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ในฐานะเจ้าของคลังต้องการทราบ หลักเกณฑ์ที่กรมการค้าต่างประเทศ นำมาคัดเกรดข้าวแบ่งกลุ่ม เอ, บี,ซี และข้อจำกัด ที่ไม่สามารถนำข้าวไปประมูลเพื่อการบริโภคได้ ดังนั้นหากมีข้อโต้แย้งเช่นนี้ รัฐบาลประเมินแล้วว่าการเริ่มขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพข้าวใหม่ไม่ได้เสียหาย ก็น่าจะพิจารณากลับมาตรวจสอบให้ทุกฝ่ายเห็นพร้อม และยอมรับได้

“การตรวจสอบต้องกลับไปดูว่าใครเป็นผู้ตรวจสอบ ตัวอย่างได้ไปอย่างไร กระบวนการดำเนินต่ออย่างไร ตอนคัดคุณภาพเจ้าของคลังเห็นชอบหรือไม่ เมื่อเจ้าของคลังไม่รู้เกณฑ์การคัดเกรดข้าวได้ดำเนินการโต้แย้งไหม แต่เมื่อดำเนินการมาถึงขั้นตอนนี้แล้ว เมื่อมีคนโต้แย้ง ก็ต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าจะเสียหายไหม ถ้าดำเนินการตรวจสอบคุณภาพข้าวอีกครั้ง เพราะหากพบว่าข้าวคุณภาพดีมากกว่าจะอยู่ในเกรดซี รัฐบาลก็ได้ประโยชน์จากการประมูลใหม่”

นางวนิดา ดำรงค์ไชย ตัวแทนคลังข้าวถาวรโชคชัย จังหวัดสระบุรี กล่าวว่า คลังถาวรโชคชัย มีข้าวที่รับฝากจากโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ปี2556/57 ปริมาณรวม 7.9 หมื่นกระสอบ เป็นข้าวขาว 5% แบ่งเป็นข้าวเกรดเอ (ข้าวที่ผิดมาตรฐานแต่ยังปรับปรุงเพื่อการบริโภคได้) จำนวน 2 กอง และข้าวเกรดซี (ข้าวที่ผิดมาตรฐานมาก) จำนวน 2 กอง แต่สภาพข้าวขณะนี้ทั้ง 4 กอง เป็นข้าวที่สามารถปรับปรุงคุณภาพให้คนบริโภคได้ เพราะจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ดูทั้งทางกายภาพและรูปลักษณ์ข้าว ยืนยันว่าสามารถปรับปรุงและแพ็คขายได้

“เมื่อต้นปี2560 คลังนี้ถูกจำหน่ายไปเป็นข้าวที่ใช้ในอุตสาหกรรมตามเกณฑ์ของภาครัฐที่ระบุว่า ข้าวเกรดซี เกิน 50% ทั้งคลังต้องระบายสู่อุตสาหกรรมทาง เรายืนยันว่าที่ผ่านมาไม่ได้หนังสือยืนยันผลการตรวจสอบคุณภาพข้าวจากทางภาครัฐ และพยายามทำหนังสือคัดค้านมาตลอดว่าข้าวในคลัง ไม่ใช่เกรดซี แต่สามารถปรับปรุงให้คนกินได้ที่ออกมาเคลื่อนไหวช่วงนี้ ก็เพราะข้าวในคลังได้เปิดประมูลไปเมื่อต้นปีมีคนเสนอซื้อแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้”

นับตั้งแต่ปี 2557-2559 ยังพบว่าข้าวในคลังถาวรโชคชัย ยังไม่มีการเปิดประมูลเลย ปัจจุบันข้าวในคลังยังไม่ได้ทำสัญญาซื้อขาย และยังมีของกลางอยู่ จึงขอความกรุณาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเปิดดู และช่วยพิจารณาตัดสินว่าข้าวในคลังเป็นอย่างไรส่วนตัวพร้อมยืนยันว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า มาตรฐานการตรวจสอบข้าวที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการอยู่ ถือเป็นมาตรฐานในระดับสากลแล้ว ต้องยอมรับว่าข้าวที่อยู่ในสต็อกรัฐบาลจากการประมูลปริมาณ 18 ล้านตัน ไม่สามารถตรวจสอบครบทั้ง 100% ได้ หากจะทำเช่นนั้นก็ต้องใช้เวลานานประมาณ 40 ปี ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกใช้วิธีสุ่มตรวจกองละ 5-10% เพื่อแยกคุณภาพข้าวดีและข้าวเสื่อม ก่อนที่จะนำออกมาแบ่งข้าวเสื่อม และแบ่งออกเป็นกลุ่ม เอ บี ซี เพื่อเปิดประมูลข้าวตามคุณภาพ

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวเชื่อว่าเจ้าของโกดังต้องรับทราบกระบวนการตรวจสอบ แบ่งเกรดคุณภาพข้าวอยู่แล้ว แม้จะไม่ทราบก็สามารถสอบถามได้ แต่สิ่งที่เจ้าของโกดังเป็นห่วงอยู่ขณะนี้ น่าจะเป็นการรับผิดชอบกรณีที่ต้องถูกฟ้องร้องค่าเสียหาย ส่วนต่างจากการจัดเก็บข้าวที่คุณภาพถูกปรับเปลี่ยนไป อาทิ จากข้าวขาว 5% เหลือเป็นปลายข้าว ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายยอมรับขั้นตอนการตรวจสอบข้าวของรัฐบาลที่ใช้มานานแล้ว และเป็นมาตรฐานสากลมากกว่า เพราะหากทุกฝ่ายยอมรับได้ ขั้นตอนประมูลก็เดินหน้าต่อ เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมข้าว และลดแรงกดดันด้านราคา

“เรื่องการประมูลข้าวสต็อกรัฐบาล หากมองในมุมผู้ซื้อก็ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะหากข้าวที่ประมูลมาถูกตีเป็นข้าวเกรดเอ แต่เมื่อซื้อมาแล้วเป็นข้าวเกรดบี และซีปนอยู่ ก็ต้องยอมรับความจริง ยอมรับตามมาตรฐานตรวจสอบของรัฐบาล อีกทั้งการประมูลตามมาตรฐานครั้งนี้ก็รอบคอบพอสมควรในเรื่องของข้าวกลุ่มบี และซี ต้องไม่ถูกนำกลับมาเข้าอุตสาหกรรมเพื่อการบริโภคของคนอีก ดังนั้นจึงไม่น่ากังวลสำหรับการซื้อข้าวถูกและนำกลับมาขายแพงเพื่อทำกำไร ในฐานะผู้ส่งออกข้าวจึงมองว่าภาครัฐควรเดินหน้าขั้นตอนประมูลต่อ เพราะหากล่าช้าไปอีก ก็ต้องแบกรับภาระค่าเช่า ข้าวเสื่อมไปอีก”

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า หากต้องตรวจสอบข้าวในโกดังครบทุกกระสอบ โครงการรับจำนำมี 18 ล้านตัน หรือ 180 ล้านกระสอบ ต้องใช้พื้นที่ราว 5 พันไร่ ในการจัดเก็บ แรงงานในการขนย้าย แยกกองข้าวอีกไม่ต่ำกว่าวันละ 1-2 พันคน ค่าจัดเก็บ และดูแลรักษา ที่ผ่านมาเฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้ถึงได้หาวิธีที่รวดเร็ว กระทบต่องบประมาณภาครัฐให้น้อยที่สุดคือการสุ่มตรวจข้าว ซึ่งก็เป็นมาตรฐานสากล

“เห็นด้วยกับการที่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ยืนยันว่าจะไม่ตรวจสอบคุณภาพข้าวตามที่มีการเรียกร้องอีก เพราะหากตรวจสอบโกดังนี้ซ้ำก็ต้องมีการเรียกร้องให้ตรวจสอบโกดังอื่นๆ ทำให้การระบายข้าวชะงัก และรัฐบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่อ ปัญหาไม่จบ และคุณภาพข้าวก็ยิ่งจะเสื่อมไปเรื่อยๆ ส่วนกรณีที่มีคนออกมาบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ขายข้าวขาดทุนนั้น ในฐานะผู้ส่งออกได้ให้ความเห็นมาตลอดว่ารัฐบาลขาดทุนตั้งแต่วันแรก ที่รัฐบาลชุดก่อนซื้อข้าวจากชาวนามาเก็บไว้ในโกดังแล้ว มันมีค่าใช้จ่ายมากมาย และการขายข้าวแต่ละครั้ง เราไม่สามารถกำหนดราคาขายได้เองอยู่แล้ว มีแต่จะกดราคาให้ข้าวในท้องตลาดตกต่ำลงไป”

ร.ต.ท.เจริญ กล่าวว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบในบางโกดัง พบว่ามีข้าวหลากหลายประเภทอยู่ในโกดังเดียวกัน และเป็นข้าวผิดประเภทไม่ตรงกับเอกสารก็มี แสดงให้เห็นว่าการสุ่มตรวจของรัฐบาลชุดก่อนก็ใช้วิธีเดียวกัน คือสุ่มตรวจไม่ได้ตรวจทุกกระสอบ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ก็ดำเนินการเช่นกัน เมื่อตรวจสอบพบว่า 3% เป็นข้าวประเภทใดก็ต้องเหมาทั้งคลังว่าเป็นข้าวประเภทนั้น เราไม่สามารถแยกกองออกมาขายทีละกองๆ ได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจในจุดนี้ ก่อนที่จะโจมตีหรือโยงไปเรื่องการเมือง