ต่างชาติขายหุ้น "ห่วงการเมืองวุ่น" เกาะติดแถลงปิดคดีจำนำข้าววันนี้-กังวลผลกระทบน้ำท่วมหนัก วันเดียวเท 7 พันล้านพบหุ้นใหญ่“เบอร์ลี่”โยนบิ๊กล็อต 5.9 พันล้าน
ต่างชาติเทขายหุ้น7พันล้าน โบรกชี้ห่วงการเมืองป่วน หลังแถลงปิดคดีจำนำข้าวด้วยวาจา 1ส.ค.นี้ พร้อมกังวลผลกระทบน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ มองสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายยังกดดันหุ้นไทยสัปดาห์นี้ กดดัชนีต่อเนื่อง บลจ.วรรณ มองกำไรบจ.ถูกปรับลดประมาณการ ด้านผู้ถือหุ้นใหญ่เบอร์ลี่ทำรายการบิ๊กล็อต130 ล้านหุ้นมูลค่ารวม 5.6 พันล้านบาท
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวานนี้ (31ก.ค.) ดัชนีปรับลดลงต่อเนื่อง จนกระทั่งต่ำสุดที่ระดับ 1,569.79จุด และมาปิดซื้อขายที่ 1,576.08จุดลดลง4.98จุดคิดเป็น0.31%มูลค่าการซื้อขายรวม 5.72 พันล้านบาท ขณะที่การซื้อขายแยกรายกลุ่มนักลงทุนพบว่า ต่างชาติมียอดขายสุทธิ 7158.91 ล้านบาท ขณะที่ก่อนปิดตลาดมีการทำรายการซื้อขายในกระดานรายใหญ่ของหุ้นเบอร์ลี่ยุคเกอร์(BJC)จำนวน 130 ล้านหุ้นมูลค่ารวม5.91 พันล้านบาท
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยผันผวนอิงทางลง เนื่องจากตลาดยังไม่มีประเด็นบวกเข้ามา ขณะเดียวกันเกิดความกังวลประเด็นทางการเมืองจากกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะแถลงปิดคดีจำนำข้าวด้วยวาจาในวันที่ 1 ส.ค.2560 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยความกังวลจากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ในประเทศ และนอกประเทศก็มีความกังวลสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีด้วย
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ยังมีความไม่ชัดเจน เนื่องจากบางส่วนยังมีความกังวลต่อเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย(Fund Flow) ที่ยังไม่มีทิศทางแน่นอน จึงยังไม่มีเม็ดเงินใหม่ๆเข้ามาในตลาดเพราะขาดปัจจัยบวกสนับสนุนรวมทั้ง ราคาหุ้นหลายๆตัวขึ้นมามาก ซึ่งในช่วงต้นสัปดาห์ มีโอกาสที่ดัชนีฯ จะปรับตัวลงก่อน
สัปดาห์นี้ตลาดให้ความสนใจกับเรื่องอื่นของสหรัฐมากกว่า เช่น การผ่านร่างกฎหมายด้านสุขภาพและการขยายเพดานหนี้ ที่จะมีผลไปถึงการออกกฎหมายด้านเศรษฐกิจตัวอื่นๆด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทิศทางค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าอยู่ต่อไป แสดงว่านักลงทุนมองลบต่อตลาดสหรัฐ ตลาดหุ้นต่างประเทศสัปดาห์นี้ จะพุ่งความสนใจไปที่ตัวเลข PMI ของสหรัฐ, จีน, ยุโรป ตัวเลข GDP ยุโรป และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ รวมทั้ง ปฏิกิริยาของสหรัฐต่อการทดลองขีปนาวุธเกาหลีเหนือ
ขณะที่การแข็งค่าของเงินบาทเป็นอีกปัจจัยสำคัญ บล.เคทีบี มองว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีก ที่ระดับ 33.35 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วง 1-3 เดือนต่อจากนี้ เป็นผลจากแรงเทขายดอลลาร์ อันเป็นผลจากความกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะไม่สามารถผลัดดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ภายในปีนี้ ดังนั้นหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกจะมีความเสี่ยงมากขึ้น
"ดัชนีมีโอกาสที่จะอ่อนตัวลง สำหรับกลยุทธ์ “รอซื้อเมื่อดัชนีฯอ่อนตัวลงมา” โดยการเลือกหุ้นควรเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกสนับสนุน ไม่ว่า จะเป็นเรื่องผลประกอบการไตรมาส 2 หรือหุ้นที่ราคาลงมามาก เลี่ยงหุ้นที่ราคาขึ้นมามาก โดยไม่ปัจจัยบวกรองรับ เช่นหุ้น P/E สูง แต่กำไรหด เพราะหากดัชนีฯ ปรับตัวลงไปที่ 1,566 จุด อาจมีแรงขายหุ้นเหล่านี้อีกครั้ง”
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) วรรณ กล่าวว่า การอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ทำให้ยังมีกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ซึ่งยังมีแนวโน้มการไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนในดัชนี Emerging Market(MSCI EM) นับตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นประมาณ 23%
“สัปดาห์นี้ แม้ว่าโดยภาพรวมดัชนีหุ้นไทยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ระยะสั้นคาดว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบ 1,560-1,600 จุด เนื่องจากดัชนีอาจจะถูกกดดันจากการปรับลดประมาณ EPS ของบริษัทจดทะเบียนหลังการประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2ปี 2560 ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมใน 15 จังหวัดสำคัญต่อภาคการเกษตร ที่อาจส่งผลต่อการชะลอตัวของกำลังซื้อในประเทศ และเป็นปัจจัยกดดันต่อกลุ่มค้าปลีก ในส่วนปัจจัยต่างประเทศ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศหลังเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธใกล้บริเวณเขตเศรษฐกิจญี่ปุ่น” นายพจน์ กล่าว







