วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (24 ก.ค.60)

ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหาย

คาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้ จากหุ้นสหรัฐและยุโรปร่วงเมื่อวันศุกร์ จากความเสี่ยงทางการเมืองสหรัฐที่ขวางการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ Trump ราคาน้ำมันที่ร่วงแรง และการแข็งค่าของเงินยูโร สองเหตุการณ์สำคัญสัปดาห์นี้ คือ การประชุม Fed ที่อาจมีการตัดสินใจกำหนดเวลาเริ่มลด QE และการลงมติร่างกฎหมายสาธารณสุขสหรัฐที่จะมาแทน Obamacareปัจจัยภายในประเทศวันนี้ก็เป็นลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 11 ธนาคารรายงานกำไรไตรมาส 2 4.57 หมื่นล้านบาท ลดลง 9.2% จากการตั้งสำรองขนาดใหญ่ของ KTB สำหรับหนี้ EARTH

หุ้นเด่นวันนี้: TISCO(ราคาปิด 74.00 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมายปี 60 ของ AWS 84.00 บาท)

บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นเด่นในวันนี้เนื่องจากพื้นฐานอันแข็งแกร่งจากการเติบโตของกำไรที่มั่นคง คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่สูงที่สุดในกลุ่มธนาคาร และอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ดีมาก ก่อนหน้านี้ TISCO รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/60 ที่ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.0% QoQและ 24.6% YoYหนุนโดยการตั้งสำรองที่ลดลงและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โดยที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage ratio) อยู่สูงถึง 172.4% ทำให้ธนาคารมีแรงกดดันน้อยลงในการตั้งสำรองในอนาคต นอกเหนือจากนั้นแล้ว เรามองว่าธนาคารจะได้รับประโยชน์จากตลาดยานยนต์ที่กำลังฟื้นตัวและการบริโภคในครัวเรือนที่ขยายตัวต่อเนื่อง อีกทั้ง กระบวนการโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ โดยเราคาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะช่วยหนุนให้สินเชื่อของ TISCO ในปี 60 เติบโต 15% นอกจากนี้ เราประมาณการว่า ROE ของธนาคารในปี 60 จะอยู่ที่ 18.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในกลุ่มธนาคาร เราคาดการณ์กำไรสุทธิจะเติบโต 20.6% ในปี 60 และ 10.8% ในปี 61 นอกจากนั้นแล้ว หุ้น TISCO ยังมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่จูงใจมากที่ราว 5.1%Price Pattern ของ TISCO ยังมีแนวโน้มหลักอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ TISCO ที่ผ่านมาพบว่ามีแนวต้านแข็งแกร่งอยู่ที่ 76.25 บาท ซึ่งหาก Price Pattern ของ TISCO ยังมีความแข็งแกร่งที่มากพอและสามารถ Break ด้วยการปิดตลาดเหนือ 76.25 บาทได้สำเร็จ ก็จะมีเป้าหมายถัดไปของการทำ New High อยู่ที่ 102 บาท ทั้งนี้ TISCO มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 71.25 บาท (Resistance: 74.25, 74.75, 75.25; Support: 73.50, 73.00, 72.50)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• ปรับเกณฑ์ภาษีน้ำตาลใหม่ โดยที่กรมสรรพสามิตจะแบ่งค่าความหวานต่อเครื่องดื่ม 100 มล.เป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ 6-18 กรัม ซึ่งเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยกว่า 6 กรัมจะถูกเว้นภาษี แม้อัตราภาษีใหม่จะมีผลนับตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.นี้ แต่กรมฯ กำหนดให้ในระยะเวลา 2 ปีแรกนั้น ภาระภาษีจะยังคงใกล้เคียงในปัจจุบันอยู่ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการปรับตัว แต่หลังจาก 2 ปีอัตราภาษีจะขึ้นแบบก้าวกระโดดสำหรับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง (เดอะ เนชั่น)

• กำไรกลุ่มธนาคารไตรมาส 2/60 ลดลง กำไรสุทธิรวมธนาคารทั้ง 11 แห่งในไตรมาส 2/60 อยู่ที่ 4.57 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.1% QoQและ 9.2% YoY (SET/บางกอกโพสต์)  ความเห็น: สาเหตุหลักมาจากการที่ KTB ต้องตั้งสำรองเต็มจำนวนสำหรับกรณีของ EARTH ถ้าไม่รวม KTB กำไรโดยรวมจะลดลงเพียง 2.2% QoQแต่เพิ่มขึ้น 2.0% YoYเราคงคำแนะนำ เพิ่มน้ำหนักการลงทุน เนื่องจากเรามองว่ากลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหลักที่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว

• คณะรมต. พิจารณาอนุมัติลดภาษีให้ SME เพื่อส่งเสริมให้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการบริหารและทำบัญชีมากขึ้น โดยนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ถึงเดือนธ.ค. 2562 (บางกอกโพสต์)

ต่างประเทศ:

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลงเมื่อวันศุกร์ โดยที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ้างอิงปรับตัวลงต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ขณะที่เงินยูโรใกล้แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีปรับตัวลงกว่า 3 bps อยู่ที่ 2.230% (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 1 ปีเทียบกับสกุลเงินหลักเมื่อวันศุกร์ หลังประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการทำให้เงินยูโรอ่อนค่า ในขณะที่อุปสรรคต่าง ๆ ที่ปธน.ทรัมป์ต้องเผชิญในการผลักดันวาระนโยบายยังเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แตะระดับ 93.854 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2559 และปิดลดลง 0.5% ที่ระดับ 93.885 (Reuters)

• ประเด็นจับตามองในสัปดาห์นี้คือการประชุมนโยบายเฟดระหว่างวันที่ 25-26 ก.ค. ซึ่งนักลงทุนไม่แน่ใจว่าเฟดจะตัดสินในกำหนดวันเริ่มลดการถือครองพันธบัตรหรือไม่ หรือจะทิ้งระยะเวลาออกไปเพื่อประเมิน “เวลาที่จะเป็นจุดเปลี่ยน” ของนโยบายทางการเงินโลกซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก (Reuters)

• วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันมีแผนจะจัดการให้มีการลงมติเบื้องต้นเกี่ยวกับร่างประกันสุขภาพของพรรคเพื่อยกเลิกโอบามาแคร์ภายในวันอังคารนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเปิดกระบวนการแก้ไขและยังไม่ใช่การลงมติขั้นสุดท้าย โอกาสที่จะได้รับร่างกฎหมายฉบับนี้ยังไม่แน่นอนเนื่องจากมีสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายรายยังไม่แสดงจุดยืนที่แน่นอน (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบเมื่อวันศุกร์ จากกำไรที่อ่อนแอของบ.เจเนอรัล อิเล็กทริค (จีอี) ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้ถอยจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงตามราคาน้ำมันที่ลดลง หุ้นจีอี ได้รายงานกำไรที่ลดลงเกือบ 60% และเผยว่ากำไรในปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้ (Reuters)

• กำไรของบริษัทที่อยู่ใน S&P500 ในขณะนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 9.6% YoYสูงกว่าที่คาดการณ์เมื่อต้นเดือนก.ค. ว่าจะเพิ่มขึ้น 8% (Thomson Reuters I/B/E/S)

ยุโรป:

• หุ้นยุโรปร่วงเมื่อวันศุกร์ เนื่องจากผลการดำเนินงานของบริษัทที่ออกมาน่าผิดหวัง (Reuters)

เอเชีย:

• นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ เผชิญการสอบสวนในสภาวันนี้ เกี่ยวกับเหตุการณ์อื้อฉาวเป็นที่น่าสงสัยซึ่งทำให้เสียงสนับสนุนเขาลดลงต่ำสุดนับแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2555 และส่งผลให้ผู้สมัครรายหนึ่งของพรรคแพ้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมื่อวันอาทิตย์ ทั้งนี้ นายกอาเบะจะหมดวาระดำรงตำแหน่งในเดือนก.ย. 61 (Reuters)

• กองทุนหุ้นของจีนและอินเดียหนีห่างจากคู่แข่งในตลาดเกิดใหม่ในครึ่งแรกของปีนี้ ในขณะที่ local currency bond fund สดใสเนื่องจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า (Lipper)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันร่วง 2.5% เมื่อวันศุกร์ หลังจาก Petro Logistics คาดว่าปริมาณการผลิตของ OPEC เดือน ก.ค.จะเพิ่มขึ้นแม้จะมีความพยายามในการลดการผลิตก็ตาม ราคาน้ำมันเบรนท์ปรับตัวลง 1.24 ดอลลาร์ (-2.52%) อยู่ที่ 48.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบสหรัฐร่วง 1.15 ดอลลาร์ (-2.45%) อยู่ที่ 45.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (Reuters)

• รัฐมนตรีทั้งจากกลุ่ม OPEC และนอกกลุ่ม OPEC จะมีการประชุมที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในวันนี้ เพื่อหารือเรื่องการลดกำลังการผลิต (Reuters)

• ทองปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์มากสุดในรอบ 2 เดือนเมื่อวันศุกร์ เนื่องจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงต่ำสุดนับตั้งแต่ มิ.ย. 59 ราคาทองคำตลาดจรเพิ่มขึ้น 0.87% อยู่ที่ 1,255.06 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองล่วงหน้าปรับตัวขึ้น 9.4 ดอลลาร์ (+0.75% และ +2.2% WoW) อยู่ที่ 1,254.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)