การสื่อสารแบรนด์ผ่านภาพยนตร์โฆษณา เพื่อสร้างการจดจำ ต้องใช้ทั้ง“ภาพและเสียง” ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ด้วยเป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างมูลค่าให้ “แบรนด์”
ยุทธพงศ์ วรานุเคราะห์โชค ผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณา บริษัทโอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด กล่าวว่ากลยุทธ์สื่อสาร“แบรนด์”ด้วยโฆษณามีเป้าประสงค์ที่ต้องการสร้างการจดจำตราสินค้า ผ่านเครื่องมือต่างๆ ทั้งพรีเซนเตอร์หลากหลายรูปแบบ เพื่อทำให้เกิดภาพที่จูงใจ
รวมทั้งการสร้างสรรค์“เสียง” ที่มีองค์ประกอบทั้งเพลง เอฟเฟค เสียงประกอบรอบด้าน และโฆษก ทุกเครื่องมือเพื่อดึงความสนใจผู้ชมให้หันมาดูโฆษณา
แต่สิ่งสำคัญที่จับคนให้อยู่กับภาพและเสียงคือ “ตัวเรื่อง” ที่เป็นแก่นสำคัญดึงให้คนอยู่ดูเนื้อหาที่นำเสนอ และเป็น“ไอเดียหลัก”ที่สอดคล้องไปกับแบรนด์สินค้า
"หนังโฆษณาที่สามารถดึงความสนใจของคนดูไว้ได้ เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เป็นสูตรสำเร็จในทุกเรื่อง”
ภาพยนตร์โฆษณาที่ตอกย้ำไอเดียหลักของแบรนด์ผ่านศาสตร์ของเสียง กระทั่งผู้ชมสามารถจดจำแบรนด์ได้แม้ได้ยินเพียง“เสียง” ถือเป็นความสำเร็จของกระบวนการสื่อสารแบรนด์
ตัวอย่าง ภาพยนตร์โฆษณา"ไทยประกันชีวิต"ตลอดช่วง 10ปีที่ผ่านมา มีแนวคิดหลักบอกเล่าเรื่องความรักกับคุณค่าของชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจ โดยอิงกับสถานการณ์ในแต่ละยุคสมัย เป็นหนังโฆษณาเรื่องยาวตลอดการเล่าเรื่อง ทั้งมู้ดแอนด์โทน ผ่านภาพและเสียง ผู้ชมจะรู้ว่าเป็นหนังโฆษณาของไทยประกันชีวิต แม้ตลอดเรื่องจะไม่เห็นแบรนด์ก็ตาม โดยทุกเรื่องโชว์โลโก้เพียง 2-3 วินาที และเสียงโฆษกกล่าวปิดท้ายว่า “ไทยประกันชีวิต คิดเคียงข้างทุกชีวิต”
การที่ผู้ชมสามารถจดจำแบรนด์จากเสียงได้แม้ไม่เห็นภาพ ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการสร้างและเพื่อให้เสียงที่ได้ยินอยู่ใต้จิตสำนึกของคน ที่จะรู้ว่าเป็นหนังโฆษณาไทยประกันชีวิต ซึ่งจะมาปีละ 1 เรื่อง
ยุทธพงศ์ กล่าวว่าการสร้างแบรนด์ผ่านเสียงเป็นการสร้างสรรค์เสียงที่ต้องมีเอกลักษณ์ จะเห็นได้ว่า“เสียง”จากหนังโฆษณาไทยประกันชีวิตจะให้อารมณ์แนวดราม่า ขณะที่แบรนด์เนเจอร์กิฟ ที่ให้ความรู้สึกสนุกสนาน งานโฆษณาแต่ละงานแตกต่างกัน ดังนั้นการให้น้ำหนักที่เนื้อเรื่อง ภาพ เพลง และเสียง จึงไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละชิ้นงาน
“บางครั้งงานโฆษณาไม่มีการวางแผนมาก่อนและเกิดงานสร้างสรรค์ที่โดนใจเฉพาะหน้า”
ในโลกออนไลน์ที่การใช้ชีวิตรวดเร็ว ผู้บริโภคมีสมาธิสั้นไม่เกิน 10 วินาที มีพฤติกรรมเสพสื่อหลากหลายช่องทาง ทั้งทีวี และสกรีนอื่นๆ ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ บางกลุ่มดูทีวีลดลงโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่นิยมเสพสื่อออนไลน์ ยูทูบ โซเชียลมีเดีย ดังนั้นเสียงจึงมีความสำคัญต่อการสื่อสาร บางกลุ่มเปิดอุปกรณ์รับชมคอนเทนท์ ดูแต่ภาพเป็นหลัก การสร้างสรรค์เสียง จึงต้องเหมาะสมในทุกสกรีน
หนังโฆษณาในยุคนี้จึงต้องดึงคนดูไว้ให้ได้ จึงต้องใช้ทุกศาสตร์ ทั้งภาพและเสียง ที่ต้องการสื่อเข้าไปถึงกลุ่มเป้าหมายในเวลาที่ใช่และลงตัว ประการสำคัญต้องสื่อสารแบรนด์ ที่นำไปสู่ตัวสินค้าและบริการ
“ในโลกที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การปรับตัวและวิธีการสื่อสารให้เข้ากับผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญ”
การเอาเสียงออกจากหนังโฆษณา เปรียบเหมือนอาหารที่ได้ความอร่อยแต่ไม่เต็มร้อย และมีหลายครั้งเมื่อใส่เสียงเข้าไป ทำให้ความอร่อย หรือ ความเจ๋งของงาน กลับกลายเป็นเรื่องที่น่าดูมากขึ้น
“การมีซาวด์ที่ดี จะกลายเป็นงานที่เปลี่ยนแปลงวงการได้ เพราะเป็นการสร้างสรรค์งานคลาสสิค เป็นงานที่ได้รับการจดจำไปตลอด”
ปัจจุบันการสร้างสรรค์ศาสตร์ของเสียง ทั้งเพลง เอฟเฟค โฆษก เป็นสิ่งปกติของหนังโฆษณาที่ต้องมี แต่หากผสานไอเดีย ความคิดสร้างสรร์ในงาน จะทำให้งานเข้าไปอยู่ในใจคน ทำให้มีคุณค่ากับวงการโฆษณาและต่อแบรนด์






