อัตราตอบแทนเงินปันผลน่าสนใจ
ประเด็นการลงทุน
แม้ว่าผลประกอบการไตรมาส 2/60 จะอ่อนตัวและการเติบโตในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า จะไม่น่าตื่นเต้น แต่เรามองว่าโอกาสที่ราคาหุ้นจะลดลงมีจำกัดเนื่องจากได้รับแรงหนุนจากอัตราตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจถึง 4.2% กระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากธุรกิจเคมีน่าจะหนุนให้ SCC สามารถจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นระหว่างกาลที่ 10.50 บาท (คิดจากอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 40%) ในขณะที่ธุรกิจซิเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มดีขึ้นในปี 2561 แนวโน้มส่วนต่างราคาของสายโพลิโพรไพลีน ที่เพิ่มขึ้นในปี 2562 และโอกาสในการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล น่าจะส่งผลให้เงินปันผลต่อหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคา เป้าหมาย ณ สิ้นปี 2560 ที่ 620 บาท
แนวโน้มกำไรไตรมาส2/60
เราคาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/60 ที่ 14.4 ล้านบาท ลดลง 10% YoY และ 17% QoQ หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรหลักน่าจะลดลงอยู่ที่11% YoY แต่ทรงตัว QoQ กำไรหลักที่ปรับตัวลดลง YoY ส่วนใหญ่มาจากกำไรในธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่อ่อนตัวลง เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวลงและค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นจากโรงงานซิเมนต์แห่งใหม่ในประเทศพม่าและลาว เราคาดกำไรปกติทรงตัว QoQ เนื่องจากกำไรในธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ปรับตัว
ลดลงตามฤดูกาลน่าจะถูดชดเชยด้วยรายได้จากเงินปันผล
ธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างทำกำไรต่ำสุดในไตรมาส3/60
อุปสงค์ซิเมนต์ในประเทศน่าจะปรับตัวลงราว 6% YoY ในไตรมาส 2/60 และลดลงต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 3/60 เนื่องจากอุปสงค์จากที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ยังคงอ่อนตัว ในขณะที่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐหลายโครงการยังไม่เริ่มดำเนินการจนกระทั่งปลายปี 2560 นอกจากนี้อัตรากำไรน่าจะยังคงถูกกดดัน เนื่องจากบริษัทอาจใช้กำลังการผลิตที่เหลือเพื่อการส่งออกมากขึ้น ในขณะที่สัญญาถ่านหินราคาถูกใกล้จะหมดอายุในไตรมาส 3/60 เรามองว่ากำไรจากธุรกิจซิเมนต์และวัสดุก่อสร้างจะกลับมาเติบโตได้ในไตรมาส 4/60 หนุนโดยการใช้ซีเมนต์ ที่เพิ่มขึ้นหลังจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เริ่มก่อสร้างและอัตราการใช้กำลังการผลิตในโรงงานซิเมนต์แห่งใหม่ที่สูงขึ้น
ธุรกิจเคมิคอลหนุนอัตราตอบแทนปันผลกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
แม้มีผลกระทบทางฤดูกาลในไตรมาส 2/60 แต่ส่วนต่างราคา HDPE กับแนฟทา เฉลี่ยยังคงทรงตัวอยู่ที่ 688 เหรียญสหรัฐต่อตัน (เพิ่มขึ้น 11 เหรียญสหรัฐต่อตัน QoQ) ในขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ PP และแนฟทาเฉลี่ยอยู่ที่ 668 เหรียญสหรัฐต่อตัน (เพิ่มขึ้น 7 เหรียญสหรัฐต่อตัน QoQ) เนื่องจากอุปทานที่ตึงตัวทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยของโลกยังยืนได้ที่ 92% ทั้งนี้อุปทานเอธิลีนโลกน่าจะเติบโตราว 4% ต่อปี (คิดจากโรงงานที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) ในระหว่างปี 2560-2563 ในขณะที่อุปสงค์โลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเดียวกัน ดังนั้นส่วน ต่างราคา HDPE กับแนฟทา น่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในกรอบ 600-700 เหรียญสหรัฐต่อตันในอีก 4 ปีข้างหน้า ดังนั้นสายผลิตภัณฑ์เอธิลีนจะเป็นตัวสร้างกระแสเงินสด ที่สำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว
การเติบโตน่าจะเห็นได้ในสาย PP เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอุปทานในสายนี้จะ
ลดลงจาก 5% ในปี 2560 มาอยู่ที่ 4% ในปี 2561 และ 3% ต่อปีในระหว่างปี 2562-2563 ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่ส่วนต่างราคา PP กับแนฟทาจะขยายตัวจนกว้างกว่าส่วนต่างราคา HDPE กับแนฟทาอย่างที่เคยเป็นในช่วงก่อนปี 2557








