วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ย้อน20ปีวิกฤตต้มยำกุ้งเตือนท่องเที่ยวเสี่ยงพึ่งพาต่างชาติ

ย้อน20ปีวิกฤตต้มยำกุ้งเตือนท่องเที่ยวเสี่ยงพึ่งพาต่างชาติ

  ในปี 2540 เมื่อประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ไทยประกาศแคมเปญ “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์” เพื่อนำเม็ดเงินด้านท่องเที่ยวมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจทันทีในช่วงดังกล่าว

ซึ่ง 20 ปีต่อมายังประทับคู่กับการส่งเสริมท่องเที่ยวไทยในตลาดต่างประเทศถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ถูกยกเป็น “ความหวัง” ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตแบบชะลอตัว

                การประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในปี 2540 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างมาก แต่ในด้านท่องเที่ยว กลับกลายเป็นการเพิ่มกำลังการใช้จ่าย เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนลงจาก 25 บาท โดยบางช่วง ดิ่งลงไปแตะ 52 บาท/ดอลลาร์ ทำให้ชาวต่างชาติมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในมูลค่าดอลลาร์เท่าเดิม  สังเกตได้จากสถิติรายได้ต่างชาติในปี 2540 ที่ยัง “ไม่ติดลบ” และยังขยายตัวได้ราว 0.63% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจสาหัส โดยมีรายได้จากต่างประเทศ 2.2 แสนล้านบาท และเมื่อรวมรายได้ทั้งในและต่างประเทศ ปีแห่งวิกฤตดังกล่าว ท่องเที่ยวทำรายได้รวมกว่า 4.01 แสนล้านบาท เติบโตกว่า 6.49%

                สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร รรมการผู้อำนวยการบริษัท เอเชียโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง 20 ปีที่ผ่านมา เห็นผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวจำกัด ส่วนใหญ่ที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนจะเป็นกลุ่มทุนที่มีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศ ที่ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตปี 2540 มีธนาคารพาณิชย์ในประเทศเข้ามานำเสนอการจับคู่ให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะโรงแรมเข้าถึงแหล่งเงินจากต่างประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า โดยธนาคารเหล่านั้นเสนอตัวเองเป็นที่ค้ำประกัน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการกู้เงินในระดับ 100 ล้านบาทขึ้นไปจะมาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

                สาเหตุที่วิกฤตการเงินไม่ลุกลามมาถึงกลุ่มโรงแรม เนื่องจากมีเจรจากับธนาคารเพื่อประนอมหนี้ โดยสินทรัพย์ที่มีอยู่ยังมีกำลังมากพอครอบคลุมอัตราหนี้ที่เกิดขึ้นได้ ประกอบกับตลาดต่างประเทศที่เข้ามาในขณะนั้นยังมีความต้องการสูง เมื่อรวมกับปัจจัยด้านค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ทำให้การจับจ่ายของตลาดท่องเที่ยวไม่ถือเป็นปัญหา

                “การล้มหายตายจากของธุรกิจโรงแรมในยุคนั้นมีน้อยมาก เพราะธุรกิจที่ไปเกี่ยวข้องกับการกู้เงินต่างประเทศ ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดกลางหรือใหญ่ สามารถเจรจาประคับประคองสถานการณ์เอาตัวรอดกันมาได้ เพราะมูลค่าสินทรัพย์ยังสูงกว่าอัตราหนี้ โดยมีทิศทางด้านท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นปัจจัยสนับสนุน แต่ตลาดในประเทศถือว่ามีผลบ้าง เพราะบรรยากาศด้านเศรษฐกิจทำให้คนเดินทางน้อยลง”

                ทั้งนี้ การประกาศลอยตัวค่าเงินบาทกลางปี 2540 ทำให้ส่งผลเศรษฐกิจเฉพาะในครึ่งปีหลัง โดยในปีดังกล่าว ตลาดในประเทศก็ยังมีรายได้เติบโต 14.6% เป็น 1.8 แสนล้านบาท แต่ในปี 2541 เริ่มเห็นการเติบโตชะลอตัวที่ 4.16% เท่านั้น โดยมีรายได้ในประเทศรวมที่ 1.87 แสนล้านบาท ซึ่งในช่วงปลายปีนั้น ไทยเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ในกรุงเทพฯ จึงมีการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติได้ระดับหนึ่ง

                อย่างไรก็ตาม แม้การใช้จ่ายในประเทศลดความหวือหวาลงไป แต่สัดส่วนของรายได้ระหว่างต่างชาติและคนไทย ยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงตลอด โดยในปี 2540 ตลาดต่างชาติครองส่วนแบ่ง 55% และคนไทย 45% ส่วนปี 2541 ตลาดต่างชาติ 56% และคนไทย 44% และยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกันต่อเนื่อง

                จนกระทั่งมาถึงปี  2556 ซึ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทำรายได้แตะ 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก จากการสร้างการเติบโตไว้ถึง 22.69% เป็น 1.2 ล้านล้านบาท ทำให้สัดส่วนรายได้ตลาดต่างประเทศทิ้งห่างเป็น 65% ต่อ 35% ขณะที่รายได้ในประเทศจนถึงปี 2559 ยังไม่สามารถทะลุถึงหลัก 1 ล้านล้านบาทได้เลย เช่นเดียวกับปี 2560 ที่คาดการณ์รายได้ไว้ที่ 9.5 แสนล้านบาท

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า วิกฤตปี 2540 เกิดขึ้นเมื่อฐานะการคลังของประเทศย่ำแย่ และเริ่มมีการผลักดันภาคการท่องเที่ยวเพื่อช่วยสร้างรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งขณะนั้นแม้ว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจในวงกว้าง แต่ด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในหลัก 7.2 ล้านคนเท่านั้น (ต่างกว่าเกือบ 5 เท่าตัวเมื่อเทียบกับคาดการณ์ปี 2560 ที่อาจจะสูงถึง 34 ล้านคน) ทำให้อัตราการรองรับของอุปทาน (ซัพพลาย) ยังคงเพียงพอ เมื่อต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาเนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนค่า ไทยจึงไม่มีปัญหาในด้านการเติบโตในช่วงดังกล่าว

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพสูง และค่อนไปในทิศทางแข็งค่าด้วยซ้ำ ความต้องการนักท่องเที่ยวกลับ “ไม่ลดลง” แต่อย่างใด ซึ่งแม้ว่าจะเป็นผลดี แต่ในอีกแง่หนึ่งกลับเป็น “ความเสี่ยง” เพราะหมายถึงภาคท่องเที่ยวจะพึ่งพารายได้จากตลาดต่างประเทศมากเกินไป

ดังนั้น ในปีนี้ ททท.จึงตั้งดัชนีชี้วัดว่าอย่างน้อย จะต้องกระตุ้นรายได้จากตลาดในประเทศให้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 33% เพื่อรับประกันความเสี่ยงหากตลาดต่างประเทศพบกับความพลิกผัน เนื่องจากที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจะอ่อนไหวเมื่อมีปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศสูง อีกทั้งการส่งเสริมตลาดในประเทศ จะเป็นการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายใน” คือให้ท้องถิ่นได้รับการกระจายรายได้ท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง และทำให้การท่องเที่ยวสามารถค้ำยันการเติบโต “ยั่งยืนที่แท้จริง”

“วันนี้อาจยังใช้คำว่าท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ เพราะต้องใช้เวลาปรับตัวอีก 1-2 ปีจากนี้ โดยเฉพาะการเตรียมสร้างความสามารถในการรองรับ เพราะเรากำลังพูดถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมากเมื่อเทียบกับ 7.2 ล้านคนของเมื่อ 20 ปีก่อน และสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ต้องอาศัยความร่วมมือในระยะยาว”

ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ต้องการให้รายได้ท่องเที่ยวในประเทศแตะ 1 ล้านล้านบาทเช่นกัน แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องวันพักที่ไม่กระจายตัว และการใช้จ่ายต่อหัวที่เพิ่มขึ้นได้ยาก สวนทางกับตลาดต่างประเทศที่เริ่มเห็นการส่งเสริมการใช้จ่ายสูงขึ้น ดังนั้น จึงยังต้องผลักดันในเชิงจำนวนการท่องเที่ยว โดยคาดว่าปีนี้จะมีการท่องเที่ยว 154 ล้านคนครั้ง ขยายตัวจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 145 ล้านคนครั้ง เพื่อรักษาส่วนแบ่งไม่ให้ต่ำกว่า 33% ดังกล่าว

เช่นเดียวกับ สุรพงษ์ ซึ่งขยายความด้วยว่า แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยจะพ้นจากวิกฤตมานานแล้ว แต่การเติบโตของท่องเที่ยว “ไม่กระจายต่อทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง” เห็นได้ชัดจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีน ที่เป็นตลาดระดับกลางส่วนใหญ่ ทำให้ธุรกิจโรงแรม 2-3 ดาว และที่พักผิดกฎหมายให้บริการคืนละ 500-600 บาท สบช่องเข้ามารับประโยชน์สูง

ดังนั้น ในภาวะที่ท่องเที่ยวเติบโต สิ่งที่ภาครัฐไม่ควรละเลยในการช่วยสร้างความแข็งแกร่งคือ ดำเนินนโยบายในเชิงปราบปราบควบคู่ไปกับการป้องกัน เช่น กวาดล้างโรงแรมที่ทำผิดกฎหมาย เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการที่ยังทำไม่ถูกต้อง ทยอยมาจดทะเบียนในระบบบมากขึ้น เพราะขณะนี้กฎหมายผ่อนปรนเกณฑ์กำหนดของสิ่งปลูกสร้างให้ระยะเวลา 5 ปีนั้น เริ่มผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว และเหลือธุรกิจที่ปล่อยปละละเลยอยู่พอสมควร