บล.เอเซียพลัส ประเมินเงินทุนต่างชาติชะลอลงทุนหุ้นไทย ส่งผลให้ปัจจุบันสัดส่วนการถือครองลดลง
บล.เอเซียพลัส ประเมินเงินทุนต่างชาติชะลอลงทุนหุ้นไทย ส่งผลให้ปัจจุบันสัดส่วนการถือครองลดลง ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลัง คงต้องติดตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐจะช่วยดงเม็ดเงินกลับมาได้หรือไม่ ขณะที่กำไรกลุ่มธนาคารอาจจะฟื้นตัวดี ประเมินดัชนีสิ้นปีมีโอกาสแตะระดับ1,595 จุด
นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่าปัจจุบันการลงทุนของต่างชาติมีสัดส่วนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจากนี้ไปนักลงทุนในประเทศจะมีบทบาทต่อการลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่า
“บล.เอเซียพลัส ประเมินว่าช่วงครึ่งปีหลังโอกาสที่เงินทุนต่างชาติยังจะไหลออกจากไทยมีอยู่บ้าง จากปัจจัยการปรับขึ้นดอกเบี้ยของกลุ่มสหภาพยุโรป และอังกฤษ แต่จะไม่กระทบกับตลาดหุ้นไทยมากนัก เพราะที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติถือหุ้นไทยในสัดส่วนที่น้อยอยู่แล้ว”
ทั้งนี้ปัจจัยที่จะเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยจะมาจากการลงทุนภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐทั้ง การลงทุนโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง ที่มีการขายซองประมูลแล้ว มูลค่า 8 หมื่นล้านบาท และการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติการลงทุนรถไฟฟ้าอีก 6 เส้นทาง มูลค่ากว่า 3.3 แสนล้านบาท ภายในเดือนก.ค.2560 และคาดว่าจะสรุปรายชื่อผู้ชนะการประมูลภายในสิ้นปีนี้
นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่น่าจะฟื้นตัวขึ้นจากปีก่อน ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในกลุ่มประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะสหรัฐ อังกฤษ และ จีน รวมถึงการฟื้นตัวของกำไรในกลุ่มธนาคารที่จะกลับมาอย่างโดดเด่นอีกครั้ง โดยไตรมาส 3 ปี2560 เชื่อว่า กำไรจะกลับมาทำจุดสูงที่สุดของปี และจะเริ่มเห็นการเติบโตของรายได้จากธุรกิจหลักมากขึ้น ทั้งรายได้จากดอกเบี้ยรับสุทธิ และส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิที่เริ่มทรงตัว รวมถึงรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย
ส่วนปัจจัยที่ต้องระวัง คือ การเพิ่มความเข้มงวดในการใช้แรงงานต่างด้าว แม้ว่าจะเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายออกไปเป็นต้นปีหน้าก็ตาม แต่จะกระทบกับธุรกิจที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตร อาหาร และก่อสร้าง อย่างบริษัท บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) CPF รวมถึง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)TU ที่มีสัดส่วนของการใช้แรงงานค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยในไตรมาส 3ของปีนี้ ไว้ที่ระดับ 1,560 - 1,595 จุด โดยมองกลุ่มที่น่าลงทุน คือกลุ่มธนาคาร กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มลีสซื่ง






