ไทยพาณิชย์จ่อดึง "โรบอท" ช่วยลงทุน คาดชัดเจนไตรมาส 3 หวังเป็นกองทุนรูปแบบใหม่
บลจ.ไทยพาณิชย์ เตรียมนำเทคโนโลยีการเงิน “โรบอท” เข้ามาช่วยพิจารณาลงทุน หวังเป็นกองทุนรูปแบบใหม่ ช่วยเพิ่มผลตอบแทน คาดเห็นความชัดเจนในไตรมาส 3 พร้อมหวัง “เอยูเอ็ม” ปีนี้แตะ 1.4 ล้านล้าน
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทได้คิดค้นพัฒนานวัตกรรมฟินเทคด้วยการนำโรบอท (เอไอ) เข้ามาพิจารณาการลงทุนผ่านกองทุนรวมรูปแบบใหม่ ที่สามารถเพิ่มค่าเฉลี่ยของผลตอบแทน โดยที่ค่าเฉลี่ยของความผันผวนเพิ่มขึ้นช้ากว่าตลาด ในระยะแรกของการพัฒนาดังกล่าวเริ่มที่หุ้นไทย คาดว่าจะเริ่มมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 นี้ พร้อมกับพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย
“ในช่วง 3 เดือนมานี้ เราได้ออกกองแอปโซลูทรีเทิร์น SCBABS เน้นลงทุนตลาดหุ้นไทยที่สร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอทุกสภาวะตลาด และสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้แม้ในสภาวะตลาดขาลงหรือสภาวะตลาดทรงตัว สามารถสร้างผลตอบแทน 8-10% ความผันผวน 2% หรือต่ำกว่าความผันผวนตลาดไม่เกิน 6% แต่ในขณะที่นวัตกรรมใหม่สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนในการลงทุนหุ้นได้และสามารถสร้างผลแทนได้มากกว่า 10%”
พร้อมกับมุ่งขยายฐานลูกค้ารายใหม่กลุ่ม Digital Age เริ่มจากการให้ความรู้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ให้เป็นรูปธรรม และแนะนำการลงทุนในหลายสินทรัพย์เป็นหลัก ทั้งที่เน้นรายได้จากการลงทุนระหว่างทาง (Income Plus) หรือแบบสะสมมูลค่าเพื่อการเติบโตในระยะยาว เน้นลูกค้าสินเชื่อและเงินฝากของธนาคารไทยพาณิชย์กลุ่มสินทรัพย์ 2 ล้านบาทขึ้นไปไม่เคยลงทุนผ่านกองทุนรวม
โดยยังคงเป็นแนวทางสอดคล้องกับเป้าหมายหลักในปีนี้ที่ต้องการเป็น บลจ. ที่ 1 ในใจลูกค้า (The Most Admired AM) และทางด้านการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ในปีนี้ที่ 1.4 ล้านล้านบาท เติบโต 8% คิดเป็นเม็ดเงินใหม่ประมาณ 100,000 ล้านบาท
จากช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ มี AUM ที่ 1.34 ล้านล้านบาท เติบโต 3% จากสิ้นปี 2559 มี AUMที่ 1.31 ล้านล้านหรือมีเม็ดเงินใหม่ประมาณ 30,000 กว่าล้านบาท ยังคงเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรม มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด 20.2% และปัจจุบันสามารถเพิ่มบัญชี Active ได้แล้ว 80% กว่าจะเมื่อต้นปีอยู่ที่ 70%
"ครึ่งแรกปีนี้ออกกองทุนใหม่ไม่รวมเทอมฟันด์ไปแล้ว 4 กองทุนและกำลังจะเปิดเสนอขายกองใหม่ในเดือนก.ค.นี้อีก 1 กองทุน ประเภทเวิล์ดอินคิมฟันด์ และคาดว่าช่วงที่เหลือปีนี้จะออกอีกประมาณ 5 กองทุน รวมถึงฉากใหม่ของเราที่จะใช้นวัตกรรมใหม่มาพิจารณาการลงทุนผ่านกองทุนด้วย
ภาพรวมการลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง นายสมิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการปรับตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน สนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุน ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐ ยุโรป เอเชีย และตลาดเกิดใหม่
สำหรับตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปจนถึงปีหน้า ขยายตัวมากกว่า 15% จากครึ่งแรกปีนี้ขยายตัวอยู่ที่ 10% มีกำไรต่อหุ้นและราคาหุ้นยังทรงตัวระดับเท่าเดิม หากคำนวณผลตอบแทนนับตั้งแต่ปี 2559 ยังคงเป็นหนึ่งตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงมากในตลาดภูมิภาค อยู่ที่ 23%
สำหรับหุ้นกลุ่มที่มีความน่าสนใจลงทุนช่วง 6-12 เดือน ข้างหน้า ต้องพิจารณาคัดเลือกหุ้นรายตัวในหุ้น 3 กลุ่มหลัก ที่มีสัดส่วนในตลาดถึง 60% ได้แก่ เทเลคอม และกลุ่มแบงก์โดยเฉพาะ แต่กลุ่มพลังงานอาจสนใจน้อยลงไป จากราคาน้ำมันค่อนข้างแกว่งตัวต่อเนื่องจากปีก่อน รวมทั้งยังมีกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวยังเติบโตต่อเนื่องในปีนี้ เช่นกลุ่มการบิน สนามบิน อาหาร โรงแรมและโลจิสติกส์









