ลุ้นหนี้ครัวเรือนไทยปีนี้ลด "แตะ78%" ศูนย์วิจัยกสิกรชี้ ผลจากเศรษฐกิจโตกว่าคาด การก่อหนี้ใหม่ชะลอ
ศูนย์วิจัยกสิกร มองหนี้ครัวเรือนไทยปีนี้ส่อลดต่อเนื่อง คาดแตะ 78.5% ผลจาก “จีดีพี” โตกว่าคาด ขณะหนี้ครัวเรือนยังชะลอ ส่วนการออมภาคครัวเรือนเริ่มขยับขึ้นหลังวิกฤติปี 40 เผยสัดส่วนการออมสูงกว่าสหรัฐ แต่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ แนะรัฐหามาตรการหนุน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิจัยเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนไทย โดยระบุว่า แนวโน้มหนี้ครัวเรือนไทยในปี 2560 มีโอกาสที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะปรับลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และได้ปรับลดกรอบคาดการณ์ลงมาที่ 78-79% ต่อจีดีพี โดยมีค่ากลางที่ 78.5% ต่อจีดีพี ซึ่งอยู่บนสมมติฐานว่า จีดีพี ขยายตัว 3.3%
เนื่องจากมูลค่าจีดีพี ณ ราคาปัจจุบันขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้เดิม ประกอบกับระดับหนี้ครัวเรือนถูกเหนี่ยวรั้งด้วยการชะลอตัวของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจซึ่งเป็นหนี้ที่มีสัดส่วนสูงในหนี้ครัวเรือน โดยสถาบันการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคครัวเรือน ขณะที่ นอนแบงก์ จะกลับมามีบทบาทมากขึ้นตามการฟื้นตัวของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุด้วยว่า ในวาระของการครบรอบ 20 ปี วิกฤตการณ์เงินไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินการเปลี่ยนแปลงของหนี้ครัวเรือนตลอดช่วง 2 ทศวรรษ ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกินปี 2540 เพื่อสะท้อนมุมมองของเสถียรภาพของฝั่งครัวเรือนในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
หนี้ครัวเรือนไทยระหว่างปี 2540-2559 เติบโต ด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี 8.3% (CAGR) ชะลอลงจาก 12.2% ในช่วงปี 2537-2539 อย่างไรก็ตาม สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจากราว 49.2% ต่อจีดีพีในปี 2540 สู่ระดับ 78.6% ต่อจีดีพี ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2560
ทั้งนี้การปรับเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนดังกล่าว เป็นผลจากการขยับขึ้นของสินเชื่อรายย่อยทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค
อย่างไรก็ตาม จุดเฝ้าระวังคงอยู่ที่การเติบโตของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่เริ่มมีสัดส่วนมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท เพราะสัดส่วนการกู้เพื่ออุปโภคและบริโภค ตลอดจนกู้เพื่อประกอบธุรกิจเกษตรอยู่สูงกว่า 70% ของหนี้ครัวเรือน
นอกจากนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้การเติบโตของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยขยับสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้การขยายตัวของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่กระจายอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไปเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อในระบบการเงินและมีอำนาจในการซื้อสินค้าคงทนสูง
สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย แม้จะมีแนวโน้มขยับขึ้นในช่วงหลังวิกฤต(2543-2554) แต่ก็เริ่มชะลอตัวลงนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา จากระดับ 25.1% ต่อรายได้เฉลี่ยรายเดือนในปี 2554 สู่ระดับ 21.4% ในปี 2558 ทั้งนี้ อาจเนื่องจากหนี้ครัวเรือนในช่วงดังกล่าวเริ่มขยายตัวเร็วขึ้น ทั้งจากการกู้เพื่อซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2554 และการขอสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าคงทนอย่างบ้านและรถยนต์ ตามนโยบายบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรกของรัฐ
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการออมของครัวเรือนไทยดังกล่าวก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ที่สัดส่วนการออมภาคครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 5% ต่อรายได้ครัวเรือน
ประเด็นสังเกตเกี่ยวกับภาวะการออมของครัวเรือนไทย คงอยู่ที่การออมส่วนใหญ่มาจากกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงกว่า 15,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทโดยเฉลี่ย มีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย ดังนั้นทางการและเอกชนที่เกี่ยวข้องจึงควรสานต่อมาตรการต่างๆ ที่สนับสนุนการออมและการสร้างวินัยทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ เพื่อเป็นกันชนทางการเงินของครัวเรือนไทย รวมถึงบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ โดยสมบูรณ์ในอีกไม่เกิน 10 ปีต่อจากนี้









