วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลสำรวจ 'ซีอีโอ' ทั่วโลก

ผลสำรวจ "ซีอีโอ" ทั่วโลก พร้อมปรับ "กระบวนคิดบริหาร"

‘เคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล’ เผยแพร่ผลสำรวจ 2017 Global CEO Outlook ซึ่งเกิดจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับ CEO ของบริษัทชั้นนำทั่วโลกเกือบ 1,300 ราย การวิจัยในปีนี้พบว่า 65% ของ CEO มองปัจจัยที่ก่อให้เกิดการรื้อถอนแนวความคิดเดิม (disruptive forces) เป็นโอกาสทางการก้าวหน้า ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อธุรกิจ โดยภาพรวมแล้ว CEO ต่างยังมั่นใจในแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ถึงแม้ว่าความมั่นใจดังกล่าวจะลดน้อยลงจากการสำรวจปีที่แล้ว ซึ่งก็คือ 65% ในปีนี้เมื่อเทียบกับ 80% ในปีที่แล้ว

“การทำลายวิธีคิดเดิมๆ หรือ disruption ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ CEO ในการจัดการกับความไม่แน่นอนทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น” จอห์น วีไมเออร์, ประธานบริษัทเคพีเอ็มจี กล่าว “แต่สิ่งที่สำคัญคือ พวกเขามองเห็น disruption เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำรายได้ของธุรกิจ (business model) ในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ รวมถึงการเปลี่ยนรูปธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จกว่าเดิม ปัจจุบันท่ามกลางสิ่งท้าทายและความไม่แน่นอนใหม่ๆ นั้น เหล่า CEO ต่างรู้สึกถึงความจำเป็นในการทำลายวิธีคิดเดิมๆ เพื่อการเติบโต (‘Disrupt and grow’)”

ประเด็นสำคัญจากผลสำรวจ 2017 Global CEO Outlook ของเคพีเอ็มจี ผลสำรวจ 2017 Global CEO Outlook ของเคพีเอ็มจี ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเห็นของ CEO เกี่ยวกับการคาดการณ์การเติบโตทางธุรกิจ ความท้ายทายที่ต้องเผชิญ และกลยุทธ์ในการวัดผลสำเร็จองค์กรในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งประเด็นสำคัญที่พบคือ

ในปี 2560 นี้ CEO ยังคงต่างมั่นใจในแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (65%) แต่ความมั่นใจดังกล่าวลดลงจากปีที่แล้ว (80%)

CEO มากกว่า 6 ใน 10 (65%) มอง disruption เป็นโอกาสทางธุรกิจไม่ใช่ภัยคุกคาม นอกจากนี้ CEO 3 ใน 4 (74%) กล่าวว่าต้องการทำให้องค์กรตัวเองเป็น disruptor ในอุตสาหกรรมตนเอง

CEO มากกว่า 8 ใน 10 (83%) มั่นใจในการเติบโตขององค์กรในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยครึ่งหนึ่ง (47%) บอกว่ามั่นใจมาก

เกือบ 7 ใน 10 (68%) บอกว่าตนเองกำลังพัฒนาความเชี่ยวชาญและคุณลักษณะส่วนบุคคล (personal qualities) เพื่อจะได้เป็นผู้นำที่ดีกว่าเดิม

ในขณะที่ธุรกิจนำ Cognitive technologies เข้ามาปรับใช้ CEO คาดการณ์ว่าในระยะสั้นจะมีการเพิ่มปริมาณพนักงาน ซึ่ง CEO 58% คาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของพนักงานไม่มากก็น้อยใน 10 บทบาทหน้าที่หลักด้วยกัน

เกือบครึ่งของ CEO (45%) กล่าวว่าการเข้าใจความต้องการของลูกค้าไม่สามารถทำได้เต็มที่เนื่องจากขาดข้อมูลที่มีคุณภาพ มากกว่าครึ่ง (56%) มีความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่ตนได้รับสำหรับการใช้ประกอบการตัดสินใจ

“CEO ต่างเข้าใจว่าความรวดเร็วในการตอบสนองทางธุรกิจ และความก้าวหน้าทางนวัตกรรมต่างเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับการเติบโตภายใต้สภาวะที่ไม่แน่นอน” วีไมเออร์กล่าว 

ในขณะเดียวกัน CEO ต่างคำนึงถึงแนวการปฏิบัติจริงในการจัดการความไม่แน่นอน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจในตลาดที่มีความมั่นคงอยู่แล้ว เพื่อเป็นการรองรับความเสี่ยงในการขยายธุรกิจไปในตลาดใหม่ที่มีโอกาสเติบโต

การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะการทำธุรกิจ

หนึ่งในผลสำรวจที่ต่างจากปีที่แล้วและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือมีอัตรา CEO มากขึ้นที่มองว่าความเสี่ยงทางชื่อเสียงและ brand เป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงอันดับสาม (จากทั้งหมด 16) แม้ว่าความเสี่ยงนี้จะไม่ติดอันดับหนึ่งในสิบจากผลสำรวจปีที่แล้ว นอกจากนี้ CEO ยังเล็งเห็นว่าความเสี่ยงทางชื่อเสียงและ brand มีโอกาสส่งผลกระทบเป็นอันดับสองต่อการเติบโตของบริษัทในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งในปี พ.ศ. 2559 ความเสี่ยงด้านนี้ถูกจัดให้อยู่เพียงอันดับ 7

ในปี พ.ศ. 2559 ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber security) ถูกจัดให้เป็นความเสี่ยงอันดับ 1 ขององค์กร อย่างไรก็ตามในปีนี้ความเสี่ยงทาง cyber security อยู่เพียงอันดับ 5 (จากทั้งหมด 16 อันดับ) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเหตุจากการที่ CEO ประเมินความก้าวหน้าขององค์กรทางด้านการจัดการความเสี่ยงทางด้านไซเบอร์ ปัจจุบัน CEO 4 ใน 10 ราย (42%) มองว่าพวกเขารู้สึกพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นมาจาก 25% ในปีพ.ศ. 2559

ความท้าทายทางเทคโนโลยี: ศึกการแย่งชิงบุคลากรที่มีความสามารถ โดยเฉลี่ยแล้ว 58% ของ CEO มองว่า cognitive technology จะส่งผลให้มีความต้องการทางบุคลากรใน 10 สายงานเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ ในขณะที่ 32% คิดว่าการเติบโตขององค์กรทางด้านบุคลากรจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มันก็เป็นการสื่อให้เห็นว่าบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจะเป็นที่ต้องการ ในอีกแง่หนึ่งก็ตีความได้ว่า CEO มองว่าประสบการณ์ลูกค้า จะเป็นตัวผลักดันให้มีการนำ cognitive technology เข้ามาปรับใช้ ไม่ใช่การมุ่งเพื่อลดจำนวนพนักงาน

ความเชื่อใจ 

ท่ามกลางบรรยากาศการทำธุรกิจที่โปร่งใสมากขึ้น CEO 3 ใน 4 คน (74%) กล่าวว่าองค์กรของพวกเขาให้ความสำคัญกับความเชื่อใจ คุณค่า และวัฒนธรรมองค์กรมากขึ้นเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน CEO ต่างมองว่าค่านิยมเหล่านี้จะคงมีต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้ กล่าวคือ CEO 65% ยอมรับว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าระดับความเชื่อใจภายในองค์กรจะมีเท่าเดิม หรือลดลงก็เป็นได้