บจ."ล็อกต้นทุน" รับโภคภัณฑ์ผันผวน ป้องกันความเสี่ยงราคาวัตถุดิบพุ่ง
ที เอส ฟลาวมิลล์ เร่งล็อกคำสั่งซื้อล่วงหน้า ป้องกันความเสี่ยงหลังราคาวัตถุดิบผลิตแป้งสาลีพุ่ง ไตรมาส3ปีนี้เล็งเพิ่มราคาขายให้สอดรับกับต้นทุน ด้าน“เอ็นดี รับเบอร์”ลดระยะเวลาทำประกันความเสี่ยงเหตุราคายางเริ่มลง
นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ รองประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน)TMILL กล่าวว่า การที่แนวโน้มราคาข้าวสาลี ซึ่งเป็นวัตถุดิบการผลิตแป้งปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทมีภาระต้นทุนที่สูง ดังนั้นจึงต้องเจรจาทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าวัตถุดิบ เพื่อควบคุมต้นทุนราคาไว้ก่อน รวมทั้งการปรับขึ้นราคาสินค้า ให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยจะเตรียมปรับราคาขายผลิตภัณฑ์ในช่วงไตรมาสที่3 ปีนี้เพิ่มขึ้น
“ราคาข้าวสาลีในช่วงไตรมาสที่ 1 ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30 ดอลลาร์ต่อตัน ช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้รับภาระต้นทุนดังกล่าว และมองว่าไตรมาสที่ 3 น่าจะเป็นจังหวะที่ดีที่จะต้องปรับราคาขายเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง”
บริษัทประเมินทิศทางราคาข้าวสาลีช่วงที่เหลือปีนี้ แม้จะปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 1 บ้างแต่ก็อยู่ในระดับที่สูง อย่างไรก็ตาม การทำสัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้าภาวะปกติจะมีการทำสัญญา30 % ของปริมาณการขายทั้งหมด ขณะนี้บริษัทเริ่มเดินหน้าทำสัญญาไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2561
ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับเป้าหมายกำไรสุทธิเติบโตจากปีก่อน 20 % จากเดิมที่ 10 % เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นในปีนี้โดยบริษัทคาดหวังจะมีผลักดันให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 75 % ซึ่งไตรมาสที่ 2 บริษัทสามารถทำกำลังการผลิตระดับ70 % ปรับตัวขึ้นจากไตรมาสที่ 1 ที่ระดับ 65% โดยบริษัทที่เป้าหมายการใช้กำลังการผลิตที่ระดับ 95 % ภายในปี 2562
บริษัทยังเน้นการขยายฐานลูกค้าไปยังภาคอีสานและภาคเหนือมากขึ้น เพราะมีการเติบโตที่ดี
นาย ชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) NDR กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการปรับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต หลังจากราคาวัตถุดิบโดยเฉพาะยางพาราช่วงครึ่งปีหลังเริ่มลดลง โดยจะมีการลดระยะเวลาการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบให้สั้นลงจากเดิม
“ทิศทางราคายางพาราครึ่งปีหลังมองว่าจะปรับตัวลงจากครึ่งปีแรก และน่าจะส่งผลดีกับบริษัทเพิ่มขึ้นทำให้บริษัทจะปรับลดระยะเวลาการซื้อสัญญาล่วงหน้าลง จากเดิมที่ซื้อสัญญา 3 เดือน อาจจะลดลงเหลือ 1-2 เดือนเท่านั้น เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากราคายางพาราให้มากที่สุด”
กลยุทธ์ของบริษัทครึ่งปีหลัง หากราคายางพาราปรับตัวลดลงตามที่คาดไว้ บริษัทจะพิจารณากลับมาทำโปรโมชั่นอีกครั้ง บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปีนี้ที่ระดับ 10 -15 % เช่นเดิม







