ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะเพิ่ม จากการปรับลดลงของสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐ และข้อตกลงการขยายระยะเวลาปรับลดกำลังการผลิต
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 48-53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 50-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ ( 5 มิ.ย. – 9 มิ.ย. 60)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวลดลง จากความต้องการใช้น้ำมันในช่วงฤดูร้อนที่ปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากข้อตกลงขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาปริมาณการผลิตที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากไนจีเรีย ลิเบีย และสหรัฐฯ เนื่องจากท่อขนส่งน้ำมันดิบ Forcados ในไนจีเรีย และแหล่งผลิตน้ำมันดิบหลายแห่งในลิเบีย เริ่มกลับมาดำเนินการตามปกติ ประกอบกับ ผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มปริมาณการผลิต หลังราคาน้ำมันดิบฟื้นตัว
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ มีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หลังโรงกลั่นยังคงอัตราการกลั่นในระดับสูง ตามความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูกาลขับขี่ โดยล่าสุด สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ สิ้นสุด ณ วันที่ 26 พ.ค. 2560 ปรับลดลง 6.4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 509.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 8 ติดต่อกัน
- การขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปค คาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันคงคลังโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานปริมาณน้ำมันคงคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD Oil Stocks) ในเดือนมี.ค. ปรับลดลง 32.9 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 3,025 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน
- ผลสำรวจรอยเตอร์พบว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือนพ.ค.2560 ของผู้ผลิตกลุ่มโอเปค 11 ประเทศ ที่ให้ความร่วมมือในข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต ได้ปรับลดลงราว 60,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 29.86 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยการปรับลดลงดังกล่าวนับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้ผลิตน้ำมันดิบในกลุ่มโอเปคยังคงรักษาระดับการปรับลดกำลังการผลิตในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของผู้ผลิตกลุ่มโอเปคในเดือนพ.ค.2560 ปรับเพิ่มขึ้นราว 250,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา มาอยู่ที่ระดับ 32.22 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นจากไนจีเรีย จากการที่ท่อขนส่งน้ำมันดิบ Forcados กำลังการผลิต 200,000-250,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้ง รวมถึงลิเบียที่กำลังการผลิตปรับเพิ่มขึ้น หลังจากความไม่สงบภายในประเทศคลี่คลายลง และล่าสุดปัญหาทางด้านเทคนิคที่แหล่งผลิตน้ำมันดิบ Sharara และปัญหาไฟฟ้าขัดข้องที่แหล่งผลิตน้ำมันดิบ Messla และ Sarir คลี่คลายลง ทำให้กำลังการผลิตของลิเบียปรับเพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 827,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจัดเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 3 ปี และยังมีคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตจะปรับเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 1.1 – 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในเดือน ส.ค. 2560
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 733 แท่น ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน เมย. 2558 นอกจากนี้ EIA เปิดเผยว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ในเดือน มิ.ย.2560 น่าจะปรับตัวสูงขึ้นราว 90,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับการผลิตในเดือนพ.ค.2560 มาอยู่ที่ระดับ 9.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ปรับเพิ่มขึ้นราว 122,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 5.40 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีภาคการบริการจีน ดัชนีภาคการบริการสหรัฐ จีดีพีไตรมาส 1/60 ยูโรโซน และดัชนีราคาผู้บริโภคจีน
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (29 พ.ค. – 2 มิ.ย. 60)
- ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 2.14 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 47.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 2.20 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 49.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังตลาดยังคงกังวลว่าการขยายระยะเวลาของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้อุปทานน้ำมันดิบโลกปรับลดลง เนื่องจากปริมาณน้ำมันคงคลังสหรัฐ ยังคงอยู่ในระดับสูง และปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้รับแรงกดดันจากกำลังการผลิตน้ำมันดิบของลิเบียที่ปรับเพิ่มขึ้น หลังปัญหาทางด้านเทคนิคคลี่คลายลง






