“หุ้นไมเนอร์” ต่างชาติถือต่ำสุดรอบ 2 ปี
ช่วงเกือบ5 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) MINT ปรับตัวขึ้นเพียง 2.80% จากราคา 35.75 บาท เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 36.75 บาท ขณะที่ราคาทำสถิติสูงสุดที่ 38 บาท และต่ำสุดที่ 33.25 บาท ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 35.49 บาท ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่โบรกเกอร์ออกมาประเมินว่า ตอนนี้สัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติที่ถือหุ้นไมเนอร์ลดต่ำสุดรอบ 2 ปี
จากการสำรวจข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทไมเนอร์ ก็พบว่านอมินีต่างชาติได้ลดการถือครองกว่า 5%
บล.บัวหลวงระบุว่า ฝ่ายวิจัยเชื่อมั่นว่ากำไรหลักจะเติบโตแข็งแกร่งในปี 2560 เนื่องจากการลงทุนเมื่อสองปีที่แล้วจะเริ่มให้ผลตอบแทนและออกดอกออกผลอย่างจริงจังในปีนี้ โดยคาดราคาหุ้นสามารถจะปรับสูงขึ้นได้ จากการที่ผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ (ปัจจุบันถือ 45%) อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงที่มีเหตุการณ์ระเบิดในเดือน ส.ค. 2558 หลังจากที่เคยไปแตะจุดสูงสุดที่ 50% ในไตรมาส 2/2559
รวมทั้ง คาด MINT จะมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มในช่วงโลว์ซีซั่นในไตรมาส 2-3/2560 เนื่องจากมีการกระจายรายได้ที่ดีกว่า โดยฤดูกาลที่ดีที่สุดของโรงแรม Tivoli 12 แห่งในประเทศโปรตุเกสเริ่มขึ้นในเดือน มิ.ย. และจะดีขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญในเดือน ก.ค.ถึง ก.ย. โดยนอกจากอัตราการเข้าพักโรงแรม Tivoli จะเติบโตในช่วงฤดูกาลที่ดีแล้วเรามองว่ายังตามมาด้วยราคาค่าห้องพักที่ปรับตัวสูงขึ้นหลังการปรับปรุงโรงแรม Tivoli 5 แห่ง เสร็จสิ้นในปีนี้ สองแห่งแล้วเสร็จในไตรมาส 1/2560, สามแห่งจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2560) ทำให้กำไรหลักจะเติบโตดี จากงวดปีก่อนในไตรมาส 2/2560
แม้มีแผนการขยายธุรกิจในอีกหลายปีข้างหน้า แต่ MINT จะสามารถรักษาสถานะทางการเงินและงบดุลให้มีความแข็งแกร่ง ได้แก่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน ที่ไม่เกิน 1.3 เท่า ซึ่งต่ำกว่าเงื่อนไขของเจ้าหนี้ที่ 1.75 เท่า โดยภายใต้แผนอนาคต 5 ปีของบริษัท (ปี 2559-2564) MINT ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 10% ต่อปี, และมุ่งเน้นขยายอัตรากำไรจากการดำเนินงานหรือ EBITDA margin ในธุรกิจโรงแรมให้ปรับตัวขึ้นมาใกล้เคียง 30% จากเดิม 25.7%, และในธุรกิจอาหารให้อยู่ที่ 18-19% จากเดิม 16.7%
บล.ทิสโก้ ประเมินว่า ผลประกอบการ MINT ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งธุรกิจโรงแรมของ MINT ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยโรงแรมที่เป็นเจ้าของ (49% ของรายได้) คิดเป็น RevPar โตจากภายในและทั้งระบบเพิ่มขึ้น2%และ1% ตามลำดับจากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวเล็กน้อยของในไทย หลังจากที่โดนกระทบในช่วงไตรมาส4 และการดำเนินงานในบราซิลที่โตขึ้น 27% หลังการตกแต่ง ในขณะเดียวกันการดำเนินงานในโปรตุเกส (-6%) ได้รับผลกระทบจากการปิดปรับปรุงโรงแรม 3 แห่ง และคาดว่าจะกลับมาเติบโตในระดับ 2 หลักหลังการปิดปรับปรุงโรงแรม Tivoli Oriente/Tivoli Marina แสดงถึงเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัว ในขณะที่โรงแรมที่ Maldives โดนปัจจัยลบในไตรมาสแรกโดยนับจากสิ้นเดือน มี.ค. ดีขึ้นทุกเดือนจากการแข่งขันด้านราคาที่ลดลง ในขณะที่ช่วง Low Season ใน Zambia กดดันการดำเนินงานในแอฟริกาลง 14% ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้






