แนะพัฒนา ‘เร็กเทค’ เพิ่มมูลค่านวัตกรรม

แนะพัฒนา "RegTech" เพิ่มมูลค่านวัตกรรม
ในช่วง 1-2 ปีมานี้ ผู้ใช้บริการทางการเงินต่างๆ ล้วนต้องเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับฟินเทคกันมาแล้วทั้งสิ้น เพราะภาคการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแบงก์พาณิชย์ หน่ยงานกำกับดูแล และผู้พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ล้วนพยายามผลักดันฟินเทค ให้ขยับขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้บริการด้านการเงิน โดยมีพื้นฐานการให้บริการอยู่ในเทคโนโลยี ในรูปแบบของ device ต่างๆ ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด คือการใช้โทรศัพท์ทดแทนกระเป๋าสตางค์ และทดแทนการเข้าใช้บริการแบงก์ในสาขาต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อฟินเทคสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค รวมถึงทางแบงก์เองก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย แต่ฟินเทคเองก็สร้างความเสียหายให้กับผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการด้วยเช่นเดียวกัน
ดังจะเห็นได้ในข่าว กรณีที่มีผู้มาร้องเรียนว่าได้รับความเสียหายทางการเงิน ผู้หลอกให้โอนเงิน ถูกแม่ค้าออนไลน์เชิดเงินหนีไปโดยไม่ส่งของตามมาดังที่รับปาก เว็บไซต์ของธนาคารพาณิชย์ถูกแฮก หรือถูกแอบอ้าง เป็นต้น
เหล่านี้ เป็นที่มาที่ไปที่เราต้องให้ความสำคัญกับ เร็กเทค หรือ Regulatory Technology (RegTech)
บริษัท ดีลอยท์ (ประเทศไทย) โดย ศมกฤต กฤษณามระ พาร์ทเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหาร ความเสี่ยงของดีลอยท์ประเทศไทย และ เควิน นิกซอน Global & Asia Pacific Lead Partner Centre for Regulatory Strategy จากดีลอยท์โกลบอล ได้ให้ข้อมูล อัพเดทสถานการณ์ปัจจุบันของ RegTech และ FinTech รวมถึงแนวโน้ม ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อโลกธุรกิจของโลกและในประเทศไทย
เควิน นิกซอน กล่าวว่า ลำดับของอุตสาหกรรมฟินเทคของเอเชียแปซิฟิกถือว่าอยู่ในระดับบนเมื่อเทียบกับตลาดทั่วโลก โดยผู้นำฟินเทคในเอเชียแปซิฟิก คือประเทศสิงคโปร์ ส่วนประเทศไทยนั้น ถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังเปิดรับฟินเทค และมีการนำมาปรับใช้กับรูปแบบการทำธุรกิจ
ส่วนสถานการณ์ทั่วโลกนั้น เรียกได้ว่าตอนนี้แทบจะไม่มีบริการใดที่ไม่ได้นำเอาเทคโนโลยีเข้าไปพัฒนาต่อยอด เพื่อเสริมสร้างบริการที่เข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็ว
ในส่วนของเร็กเทค ฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกาตื่นตัวในเรื่อง RegTech มาตั้งแต่หวังวิกฤตทางการเงินซึ่งเป็นเหตุให้สถาบันการเงินหลายแห่งผจญกับปัญหา โดยมีธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินบางแห่งที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาเมื่อเร็วๆ นี้
สำหรับประเทศไทย เควิน กล่าวว่า หน่วยงานกำกับและผู้คุมกฎเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของRegTech มาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีการสร้าง Sand Box หรือสนามทดลองกฎระเบียบๆ ใหม่ขึ้นมา เพื่อทดลองใช้ ปรับปรุงและพัฒนาให้เข้ากับบริบทของผู้บริโภค และปัจจัยในประเทศ
โดยอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) RegTech (regulatory technology) เป็นการใช้เทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์มาเพิ่มประสิทธิภาพงานด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หรือรายงาน ซึ่งคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงของระบบการเงิน โดยในปัจจุบันองค์กรภาครัฐต่างๆ ได้มีการทยอยออกหลักเกณฑ์การกำกับดูแลการทำธุรกรรมหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ จึงมีการกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องขึ้นทะเบียนและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้สอดคล้องกับธุรกรรมและความเสี่ยงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว รวมทั้งจัดส่งข้อมูลเพื่อประมวลผลติดตามวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจมีต่อผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจ
ศมกฤต กฤษณามระ กล่าวเสริมว่า ในประเทศไทย และในหลายๆ ประเทศ Regtech เป็นทั้งปัจจัยสนับสนุน และความกังวล โดยในส่วนของการสนับสนุน คือการช่วยให้เกิดการพัฒนารูปแบบการทำธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และรองรับความกับความต้องการผู้บริโภคได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือปกป้องผู้บริโภค และผู้ให้บริการฟินเทคด้วยเช่นกัน
และในส่วนของการเป็นปัจจัยที่น่ากังวล คือการมีกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ผู้ประกอบการด้านการบริการทางการเงินเกิดการติดขัดในการดำเนินกิจการ หรืออาจทำให้เกิดกรณีที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ เนื่องจากคุณลักษณะไม่ผ่านกฎเกณฑ์
เขากล่าวอีกว่า พัฒนาการของ Regtech จากนี้ไป เชื่อว่าจะมีความเข้มข้นในการนำไปปฏิบัติใช้มากขึ้น แต่จำนวนกฎระเบียบต่างๆ ที่ผู้คุมกฎแต่ละประเทศจะผลักดันออกมา น่าจะไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากนัก ซึ่งก็เป็นไปตามเทรนด์โลก ที่ขณะนี้แต่ละประเทศกำลังมุ่งเน้นการจัดระเบียบและสร้างระบบทางเศรษฐกิจและการเงินภายในประเทศอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเติบโตของจีดีพี และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
เช่นเดียวกันกับประเทศไทย เชื่อว่าหน่วยงานกำกับของไทยก็ยังคงดำเนินการเกี่ยวกับ Fintech และ Regtech อย่างเข้มงวด







