"สแตนชาร์ด" โอนลูกค้าปีนี้ "ทิสโก้" ย้ำสานต่อจุดแข็งสินเชื่อบ้าน เผยพอร์ตปัจจุบันกว่า 2 หมื่นล้าน
“ทิสโก้” คาดรับโอนกิจการรายย่อยของสแตนชาร์ดได้ภายในปีนี้ เผย 3-6 เดือนแรก เป็นช่วงการรวมธุรกิจหลังจากนั้นค่อยมุ่งสร้างการเติบโต แจงสานต่อจุดแข็งสินเชื่อบ้านที่มีการเติบโตต่อเนื่องจนมีพอร์ตสินเชื่อบ้านแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารอยู่ระหว่างดำเนินการรับโอนกิจการของธุรกิจลูกค้ารายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) คาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในปี 2560 ซึ่งภายใน 3-6 เดือนแรกหลังรับโอนจะยังไม่เน้นเรื่องการเติบโต แต่เป็นการบริหารการรวมธุรกิจโดยที่ไม่ทำให้ลูกค้าสะดุดหลังจากนั้นถึงจะเริ่มมองเรื่องการเติบโตซึ่งน่าจะเป็นในปี 2561 เป็นต้นไป
“การซื้อกิจการรายย่อยของสแตนชาร์ดมาทำให้เราได้สินทรัพย์เข้ามาประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมาช่วยเสริมธุรกิจของธนาคารทั้งในธุรกิจบัตรเครดิตที่จะทำให้มีอำนาจในการต่อรองในการดีลส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับลูกค้ารวมถึงธุรกิจสินเชื่อบ้าน”
เขากล่าวต่อว่า กลุ่มสินเชื่อบ้านของสแตนชาร์ดในปัจจุบันถือว่ามีจุดแข็งมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มเฉพาะหรือกลุ่มที่มีความรู้เรื่องการบริหารเงินมีรายได้ประจำที่แน่นอนทำให้ตัวเลขสินเชื่อในกลุ่มนี้มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่อบ้านอยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอะไรที่เป็นจุดแข็งอยู่แล้วเราก็จะสานต่อไป
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ทางทิสโก้ได้รายงานข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ธนาคารทิสโก้และบริษัทออล-เวย์ส ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในกลุ่มทิสโก้ได้ตกลงซื้อขายธุรกิจลูกค้ารายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) โดยมูลค่าทรัพย์สุทธิที่รับโอนจากผู้ขายประกอบด้วยสินทรัพย์และหนี้สิน ณ วันที่รับโอนโดย ณ วันที่ 30 ก.ย. 2559 สินทรัพย์มีมูลค่าประมาณ 5.5 พันล้านบาทประกอบด้วยสินทรัพย์ประมาณ 4.16 หมื่นล้านบาทและหนี้สินประมาณ 3.61 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามการรับโอนกิจการจะต้องได้รับการอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และที่ประชุมผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 ธนาคารซึ่งทางธปท.ได้อนุมัติให้ทำรายการแล้วเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2560 ธนาคารทิสโก้ มีเงินให้สินเชื่อรวม 220,522 ล้านบาท ลดลง 4,411.31 ล้านบาท หรือลดลง 2% จากสิ้นปี 2559 ตามนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ทั้งนี้สัดส่วนการให้สินเชื่อของธนาคาร แบ่งออกเป็น สินเชื่อรายย่อย 71.9% สินเชื่อธุรกิจ 21.5% สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อย (เอสเอ็มอี) 6.3% และสินเชื่ออื่นๆ 0.3%
สำหรับสินเชื่อรายย่อย ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2560 มีจำนวน 158,485 ล้านบาท ลดลง 1.9% จากสิ้นปี 2559 โดยสินเชื่อรายย่อย ประกอบด้วย สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 84.5% สินเชื่ออเนกประสงค์ 14.9% และสินเชื่อเพื่อการเคหะ 0.6%
โดยมูลค่าของสินเชื่อเช่าซื้อมีจำนวน 133,887 ล้านบาท ลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า ตามนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังในสภาวะที่หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง ยอดขายรถยนต์ใหม่ภายในประเทศงวด 3 เดือนแรกของปี 2560 อยู่ที่ 210,490 คัน เพิ่มขึ้น 15.9% เมื่อเทียบกับยอดขายรถในช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่ 181,560 คัน
ทั้งนี้อัตราปริมาณการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ของธนาคารต่อปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2560 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 7.3% จาก 9.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน







