หุ้นเข้า"เอ็มเอสซีไอ"รอบใหม่ ลุ้นผลตอบแทน"เกิน4%"
การที่ดัชนีเอ็มเอซีไอประกาศหุ้นเข้าคำนวณดัชนีรอบกลางปีนี้เรียบร้อย ปรากฏว่า หุ้นขนาดกลางและเล็กของไทยได้ถูกนำเข้าคำนวณใน MSCI Global Small Cap indexes 5 บริษัทขณะที่ไม่มีหุ้นตัวใดถูกคัดออกในครั้งนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ได้ออกมาประเมินว่าจากสถิติหุ้นที่เข้าคำนวณในแต่ละรอบจะให้อัตราผลตอบแทนเกิน 4%
บล.เอเซียพลัส ระบุว่า MSCI รายงานมีหุ้นในแถบเอเชียถูกคัดเข้าคำนวณดัชนี MSCI Global Standard รอบพ.ค. 2560 ทั้งหมด 22 บริษัท และมีหุ้นที่ถูกคัดออกอีก 11 บริษัท อย่างไรก็ตามไม่มีหุ้นไทยถูกคัดเข้าหรือ ออก ในดัชนีดังกล่าว
ขณะที่ดัชนี MSCI Global Small Cap รอบนี้ มีหุ้นในแถบเอเชียถูกคัดเข้าคำนวณด้วยกันทั้งหมด 120 บริษัท โดยมีหุ้นไทยที่ถูกคัดเลือกเข้าดัชนีทั้งสิ้น 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท บีซีพีจี(BCPG)บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น(BIG) บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส(FSMART) บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) PTL บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) ซึ่งมี Market Cap.รวมกันกว่า 8.06 หมื่นล้านบาท (คิดจาก Market Cap. สิ้นวัน 15 พ.ค. 60)ส่วนหุ้นในแถบเอเชียที่ถูกคัดออกจากดัชนีมี 100 บริษัท และไม่มีหุ้นไทยถูกคัดออก ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2560 เป็นต้นไป
จากการศึกษาข้อมูลช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า หุ้นที่ถูกคัดเลือกเข้าคำนวณดัชนี MSCI Global Small Cap ราคาหุ้นมักจะตอบสนองเชิงบวก โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 4.4% และมีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูงถึง 68% (หากซื้อในราคาเปิดของวันที่ประกาศ และขายทำกำไรในวันเข้าคำนวณ) ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ซื้อหุ้นที่ถูกคัดเลือกเข้าคำนวณดัชนี MSCI Global Small Cap และขายทำกำไรในวันที่เข้าคำนวณ มีโอกาสได้ผลตอบแทนกว่า 4.4% อีกทั้งกองทุนต่างประเทศที่ลงทุนตามดัชนี MSCI น่าจะหันมาสนใจและเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ดียามตลาดหุ้นผันผวน
บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า การปรับตะกร้าดัชนี MSCI รอบใหม่ ปรากฏว่ามีหุ้นที่ถูกนำเข้าสู่ดัชนี Small Cap Index ได้แก่ BCPG, BIG, FSMART, PTL, THANIในมุมมองของฝ่ายวิจัยจาก Empirical study นับตั้งแต่ปี2551 พบว่าหุ้นที่ถูกนำเข้าสู่ดัชนี Small Cap Index ให้ผลตอบแทนชนะตลาดเฉลี่ย 5.0% นับตั้งแต่วันประกาศผลไปจนถึงวันบังคับใช้จริง แต่ที่น่าสนใจคือหากนับเฉพาะ 3 รอบหลังสุด พบว่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวให้ผลตอบแทนชนะตลาดเฉลี่ยถึง 9.7%
ด้วยเหตุนี้ในเชิงกลยุทธ์แนะนำ เก็งกำไร หุ้นในกลุ่มที่ถูกนำเข้าไปคำนวณดัชนีในครั้งนี้ ได้แก่ BCPG, BIG, FSMART, PTL, THANI โดยในกลุ่มนี้ฝ่ายวิจัยคาดว่า BCPG จะได้รับน้ำหนักสูงสุดตามขนาดของ Market cap ที่ใหญ่ที่สุด อย่างไรก็ดีราคาหุ้น BCPG ที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 7% นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก่อน คาดว่าสะท้อนความหวังนี้ไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ส่วนหุ้น 1 ตัวที่อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงของราคาที่มีนัยสำคัญได้แก่ FSMART เนื่องจากคาดว่าราคายังไม่ Price in ปัจจัยดังกล่าว และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันย้อนหลัง 1 เดือนเพียงแค่ 15 ล้านบาทเท่านั้น
การเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนพ.ค. 2560 ราคาหุ้นBCPG ปรับลดลง 1.49% โดยราคาหุ้นขึ้นไปสูงสุดที่ 13.80 บาทต่ำสุดที่ 13.10 บาท ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 13.48 บาท ส่วนหุ้นBIGปรับลดลง 6.94% ราคาขึ้นไปสูงสุดที่ 4.90 บาท ต่ำสุดที่ 4.40 บาท และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4.67 บาทหุ้นFSMART ราคาไม่เปลี่ยนแปลงเคยปรับขึ้นสูงสุดที่ 18.30 บาท ต่ำสุดที่ 17.40 บาท และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 17.88 บาท หุ้น PTLปรับลดลง 11.56% ราคาสูงสุด 15.90 บาท ต่ำสุดที่ 12.70 บาทราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 14.32 บาท และหุ้นTHANI ปรับลดลง 6.42%ราคาสูงสุดที่ 5.60บาท ต่ำสุดที่ 5.05 บาท และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 5.39 บาท







