หลังจากที่ พฤทธิ์ บุปผาคำ เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการใหญ่บริษัทไทยแลนด์พริวิเลจคาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการบัตรสมาชิกพิเศษไทยแลนด์อีลิท ตั้งแต่เดือนพ.ย.2558
โดยเริ่มปรับแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ2560 (ต.ค.2559 -มี.ค.2560) เริ่มเห็นผลประกอบการในทิศทางบวกด้วยยอดขายที่สูงเกินกว่าเป้าหมายครึ่งปีที่ตั้งไว้ราว 16.5%
พฤทธิ์ กล่าวว่า เมื่อเทียบกับช่วงกันของปีที่แล้วบริษัททำยอดขายได้แล้ว 233 ล้านบาทเติบโตกว่า 47% จากยอดสมาชิกใหม่ 412 คนซึ่งหากเทียบกับเป้าหมายตลอดทั้งปีตั้งไว้ที่ 400 ล้านบาทเท่ากับครึ่งปีแรกเป้าหมายจะอยู่ที่ 200 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งรายได้ดังกล่าวกระจายเข้าสู่ธุรกิจพันธมิตรผู้ร่วมให้บริการอาทิโรงพยาบาล,สปา,สนามกอล์ฟ,ร้านอาหาร,โรงแรมถือเป็นการกระตุ้นค่าใช้จ่ายจากกลุ่มกำลังซื้อสูงได้อีกทาง
ทั้งนี้ ยอดขายปัจจุบันแบ่งโครงสร้างจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ จากตัวแทนขายทั่วโลก (จีเอสเอ) ที่เพิ่มเป็น 21 รายและจากการขายตรงผ่านระบบอีคอมเมิร์ซของตัวเองในสัดส่วนเท่ากันที่ 50% ซึ่งจะพยายามรักษาสมดุลดังกล่าวไว้
“เป้าหมายปีนี้อีลิทวางการเติบโตไว้ราว 15% จากปีก่อนและตั้งเป้าสมาชิกใหม่ไว้ที่ 678 คนซึ่งเมื่อพิจารณาจากผลงานใน 6 เดือนแรกน่าจะทำได้เกินกว่าเป้าแน่นอน ผลส่วนหนึ่งมาจากการขยายแพ็คเกจใหม่ 4 แบบที่กระตุ้นยอดขายได้อีกราว 30% ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกหลากหลายรวมแล้ว 7 ประเภท”
นอกจากนั้น ด้วยความร่วมมือทำการตลาดกับบริษัทเฮนลีย์แอนด์พาร์ทเนอร์สฯ ตัวแทนพิเศษที่เป็นรายใหญ่มีเครือข่ายสำนักงานทั่วโลกกว่า 28 แห่งมีสัญญาว่าจะเพิ่มสมาชิกปีแรก200ล้านบาท,ปีที่2จำนวน300ล้านบาทและปีที่3จำนวน400ล้านบาทซึ่งถือเป็นรายได้ที่เสริมขึ้นมาอีกส่วนไม่เกี่ยวกับยอดขายจากทางอื่นๆตามที่ได้ระบุมาดังนั้นหากนับความร่วมมือนี้ด้วยปี2560อาจจะผลักดันรายได้ให้ถึง 560 ล้านบาท
เชื่อมั่นว่าในอีก 3 ปีรายได้ของอีลิทการ์ดจะสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อปีเพิ่มมากกว่า 1 เท่าตัวจากเป้าหมายบริษัทตั้งไว้ 400 ล้านบาทในปีนี้
“เครือข่ายของเฮนลีย์แอนด์พาร์ทเนอร์สจะช่วยเจาะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพโดยเฉพาะกลุ่ม High Net Worth ที่บริษัทมีฐานตลาดอยู่แล้วซึ่งด้วยสัญญาที่เซ็นดังกล่าวอีลิทมีสิทธิทบทวนปีต่อปีหากว่ายอดขายไม่เป็นไปตามที่วางไว้”
พฤทธิ์ ยังมั่นใจว่า ปีนี้น่าจะยังมีกำไรแต่อาจจะลดลงเล็กน้อยเนื่องจากมีการลงทุนด้านไอทีดังที่กล่าวมา 40 ล้านบาทควบคู่กับแผนการยกระดับการรับรู้ภาพลักษณ์ด้วยการผลิตภาพยนตร์โฆษณาอีก 10 ล้านบาทรวมเป็น 50 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากงบค่าใช้จ่ายต่อปีด้านค่าบริการสมาชิก,บริหารจัดการฯลฯอีกราว 250 ล้านบาทต่อปี ทำให้ปีนี้มีค่าใช้จ่ายรวมราว300ล้านบาท
ขณะที่การขาดทุนสะสมยังอยู่ที่ 830 ล้านบาทซึ่งยังเป็นอัตราที่สูงเนื่องจากเป็นการขาดทุนสะสมทางบัญชี เพราะยอดขายบัตรที่เข้ามาต้องตัดเป็นการทยอยรับรู้รายได้แบบปีต่อปีตามอายุเฉลี่ยสมาชิกของบัตรแต่ละประเภทส่วนกระแสเงินสดที่เหลืออยู่ในปัจจุบันอยู่ที่600ล้านบาทปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งหมด4,348คน (ยอด ณ วันที่2พ.ค.2560)
โดมินิค โวเล็ค ผู้บริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฮนลีย์แอนด์พาร์ทเนอร์ กล่าวว่า หลังการเซ็นสัญญากับอีลิทได้นำผลิตภัณฑ์ไปเปิดตัวที่สิงคโปร์และลอนดอนไปแล้วและมีแผนจะไปโรดโชว์ร่วมกับททท.ที่ญี่ปุ่น,สวิตเซอร์แลนด์ และฮ่องกง และบริษัทได้เริ่มจัดทำแผนโฆษณาประชาสัมพันธ์สมาชิกบัตรอีลิทผ่านช่องทางออฟไลน์ไปในสัดส่วนกว่า70%รวมถึงใช้ช่องทางออนไลน์อีก30%
ปัจจุบันบัตรไทยแลนด์อีลิทคาร์ดมีทั้งสิ้น7ประเภท ได้แก่ อีลิทอัลติเมทพริวิเลจ ราคา 2 ล้านบาท อายุบัตร 20 ปีมาพร้อมสิทธิประโยชน์แบบเต็มรูปแบบสำหรับผู้อยู่อาศัยในระยะยาวทั้งบริการรถลิมูซีนระยะสั้นอย่างไม่จำกัดกอล์ฟสปาจำนวน 24 ครั้งต่อปีบริการตรวจเช็คร่างกาย 1 ครั้งต่อปี
อีลิทแฟมิลี่พรีเมี่ยม จะเป็นแพคเกจที่พ่วงกับกับประเภทแรกไว้สำหรับบุคคลในครอบครัวในราคา1ล้านบาทอายุบัตรขึ้นอยู่กับบัตรหลักพร้อมให้บริการรถลิมูซีนระยะสั้นอย่างไม่จำกัดกอล์ฟสปาจำนวน 10 ครั้งต่อปี,อีลิทอีซี่แอสเซส ราคา 5 แสนบาท 5 ปีสำหรับการเข้าออกในประเทศไทยระยะสั้น
สำหรับ 4 แพ็คเกจใหม่ที่เพิ่มเติม ได้แก่ อีลิทแฟมิลีเอ็กซ์เคอร์ชั่น ราคา8แสนบาท5ปีเพื่อการเข้าออกในประเทศไทยระยะสั้นซึ่งเป็นราคาสำหรับ2ท่านเป็นต้นไปเจาะกลุ่มนักธุรกิจครอบครัวที่ลูกศึกษาในไทยหรือผู้ที่เข้ามาพักผ่อนระยะสั้นๆเป็นครอบครัว,อีลิทแฟมิลี่อัลเทอร์เนทีฟ ราคา8แสนบาท10ปีสำหรับการพำนักระยะยาว,อีลิทพริวิเลจแอคเซส ราคา1ล้านบาท10ปีสำหรับการพำนักระยะยาวและมีการเดินทางเข้าออกบ่อยครั้งและอีลิทซูพีเรียริตี้เอ็กซ์เทนชั่น ราคา1ล้านบาท20ปีสำหรับผู้ต้องการอาศัยในประเทศไทยระยะยาวเหมาะกับกลุ่มเกษียณอายุ





