ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาธุรกิจ“อีเวนท์”ไทย ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาการเมืองและภาวะเศรษฐกิจ ที่เป็นปัจจัยฉุดตลาดถดถอย
จากจุดเริ่มต้นธุรกิจอีเวนท์เมื่อ 27 ปีก่อน “อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ" ประกาศปรับทัพธุรกิจครั้งสำคัญในปีนี้ ด้วยโพซิชั่นนิ่งใหม่“ครีเอทีฟ บิซิเนส โซลูชั่นส์” ชูกลยุทธ์“ครีเอทิวิตี้ แอดเดด”(Creativity-Added)เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ตอบโจทย์สร้างมูลค่าให้ธุรกิจและแบรนด์
เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ผู้ดำเนินธุรกิจการตลาดเชิงสร้างสรรค์ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่าช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาธุรกิจอีเวนท์อยู่ใน ภาวะ“ทรงตัว”หรือ“ถดถอย”จากหลายปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง
สะท้อนจากการรายงานมูลค่าอีเวนท์เคยสูงสุดที่ 1.3-1.4 หมื่นล้าน ในปี2557 หลังจากนั้นชะลอตัวและลดลงในช่วงปี 2558-2559 เฉลี่ยมูลค่าอยู่ที่ปีละ 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ทิศทางปีนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะกลับมาเติบโต
จากสภาพตลาดดังกล่าว อินเด็กซ์ฯ จึงปรับตัวมาอย่างต่อเนื่องด้วยการขยายกลุ่มธุรกิจ นอกเหนือจากอีเวนท์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจเมื่อ 27 ปีก่อน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลักคือ อีเวนท์,ครีเอทีฟ โซลูชั่นส์, ไลฟ์สไตล์ เอ็กพีเรียนซ์ และ อาเซียน วิงส์
ล่าสุดอินเด็ซ์ฯ ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ หลังเตรียมความบุคลากรมา 2 ปี เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ Creative Business Solutions ตอบโจทย์การทำงานให้“คู่ค้า”ด้านการสร้างสรรค์ไอเดียพัฒนธุรกิจที่แตกต่าง ภายใต้ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก 20 สายงาน
กลุ่มแรกธุรกิจ“ครีเอทีฟ บิซิเนส ดีเวลลอปเม้นท์”ให้บริการด้านการพัฒนา แบรนดิ้ง และสร้างประสบการณ์พิเศษ สู่การสร้างมูลค่าในรูปแบบของแหล่งท่องเที่ยว ประกอบด้วย 7 สายงาน คือ การสร้างสรรค์แหล่งท่องเที่ยว, การสร้างแลนด์มาร์คใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว,ธีมพาร์ค,พิพิธภัณฑ์,นิทรรศการชั่วคราวและถาวร,งานให้คำปรึกษาการดีไซน์ต่างๆและเอ็กซ์โป
เกรียงไกร กล่าวว่าในกลุ่มนี้เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต สอดรับกับเทรนด์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย จากการพัฒนาจุดขายใหม่ประเภท แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made attraction) เพื่อเสริมจุดขายวัฒนธรรมและธรรมชาติ
“ที่ผ่านมาอินเด็กซ์ฯ ได้รับการติดต่อจากเจ้าของที่ดินหลายรายให้เป็นที่ปรึกษาการดีไซน์โปรเจค ที่ต้องการไอเดียสร้างสรรค์แตกต่างเพิ่มเติมจากงานด้านสถาปัตยกรรม และมีหลายโครงการให้เริ่มทำงานจากที่ดินว่างเปล่า จึงเป็นที่มาของการทำงาน ครีเอทีฟ บิซิเนส โซลูชั่นส์ คือการคิดธุรกิจให้คู่ค้าตั้งแต่จุดเริ่มต้น”
นอกจากนี้หลายโจทย์ของสินค้าและแบรนด์ในยุคนี้ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การสื่อสารและทำตลาดกับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี การสื่อสารรูปแบบปกติจึงไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคหรือกระตุ้นการซื้อได้อีกต่อไป
การสื่อสารแบรนด์ในยุคนี้จึงมุ่งไปที่การสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภค รู้สึกดีต่อแบรนด์ จนนำไปสู่การซื้อสินค้าและบริการในท้ายที่สุด กลยุทธ์การทำงานจึงมุ่งไปที่การเล่าเรื่องราวของแบรนด์ผ่าน“พิพิธภัณฑ์”ที่เป็นเครื่องมือทั้งการสร้างแบรนด์และแหล่งท่องเที่ยว ตัวอย่าง การออกแบบ sleep museum ที่พัทยาและภูเก็ต ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวการนอนตั้งแต่ยุคอดีตถึงปัจจุบันในหลายประเทศ รวมทั้งที่มาของแหล่งวัตถุดิบยางพารา ปิดท้ายด้วยการขายสินค้าเครื่องนอน
“ในยุคนี้การสื่อสารแบรนด์ต้องสร้างประสบการณ์ที่ดี ผ่านแบรนด์ สตอรี่ ที่ดึงผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมและนำไปสู่การขายในท้ายที่สุด ซึ่งเริ่มต้นจากไอเดียสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจ”
ปัจจุบันอินเด็กซ์ฯ มีงานในกลุ่มนี้ในมือกว่า 10 โปรเจค ทั้งในประเทศและต่างประเทศกลุ่มอาเซียน โดยมีโครงการลงทุนแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่มูลค่า 2,000 ล้านบาท 1 โครงการ ปีนี้คาดงบประมาณการลงทุนในโปรเจคครีเอทีฟ บิซิเนส ที่บริษัทเข้าไปสร้างสรรค์งานให้มีมูลค่าราว 3,000-3,500 ล้านบาท ส่วนรายได้ที่อินเด็กซ์ฯ จะได้รับเป็นค่าจ้างออกแบบงานที่ราว 2-2.5% ของมูลค่าโครงการ รวมทั้งบางโปรเจคมีการจ้างก่อสร้างโครงการด้วย
กลุ่มที่2 ธุรกิจ“มาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส” ด้านการวางแผน วางกลยุทธ์ และให้คำปรึกษาด้านการตลาด มี9 สายงาน ประกอบด้วยงานวิจัย วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคแบบเจาะลึก ,อีเวนท์ มาร์เก็ตติ้ง, งานคอมมิวนิเคชั่นส์ วางแผนและผสมผสานกลยุทธ์การสื่อสารทั้งในและนอกองค์กร, บริการให้คำปรึกษาด้านการตลาด, งานทีวีและมัลติมีเดีย ,ดิจิทัล ออนไลน์ ,อินโนเวทีฟ อินสโตร์ มีเดีย, บริการนวัตกรรมงานพิมพ์รูปแบบพิเศษ และอีควิปเม้นท์ ซัพพลาย
และ3.กลุ่มธุรกิจ ไอ-โปรเจค(I-Project) ให้บริการสร้างสรรค์งานโปรเจคพิเศษ มี 4 สายงาน ประกอบด้วย โชว์บิซและเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ อาทิ งานมิวสิค เฟสติวัล, มิวซิคัล, ไลฟ์ โชว์ และคอนเสิร์ต เป็นต้น,งานการศึกษา ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จริง อาทิ สัมมนา,เวิร์คช็อป และคอร์สพิเศษ เป็นต้น ,งาน Seasonal & Festive ระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกเช่น งาน ไลท์ เฟสติวัล, สปอร์ต เฟสติวัล, กลุ่ม Business Opportunity ศูนย์กลางสร้างโอกาสทางธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น งานเอ็กซ์คลูซีฟ บิซิเนส ทัวร์, เทรดแฟร์ เป็นต้น
ปัจจุบันรายได้กลุ่มมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส ยังเป็นสัดส่วนใหญ่สุด 68% ส่วนธุรกิจครีเอทีฟ บิซิเนส 24% และไอ-โปรเจค 8% วางเป้าหมาย 3 ปีจากนี้ มาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส ที่มีส่วนงานอีเวนท์สัดส่วนเหลือ 50% และอีก 2 กลุ่มขยับขึ้นมาเป็น 50%
โดยอีกกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตคือ ธุรกิจต่างประเทศที่ครอบคลุมงานทั้ง 3 กลุ่มหลัก ปัจจุบันขยายการลงทุนใน เมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา ปีนี้เพิ่มเติมที่ ลาว และอีก 2 ประเทศกำลังอยู่ระหว่างสรุปแผนลงทุน ปีนี้ต้องการผลักดันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศจาก 6-7% เป็น 10%
บริษัทเป้าหมายสร้างรายได้ในปี 2563 กลับมาแตะระดับกว่า 2,000 ล้านบาท จากที่เคยทำได้ในช่วง 5 ปีก่อน พร้อมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขณะที่รายได้ปีนี้คาดอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท
การจัดทัพ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ด้วยการนำจุดแข็ง ประสบการณ์ โนว์ฮาวและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างมาเชื่อมโยงการให้บริการ เชื่อว่าสามารถต่อยอดธุรกิจรูปแบบใหม่ให้เติบโตทั้งในไทยและอาเซียน
เป็นการปรับโครงสร้างล้างภาพธุรกิจอีเวนท์ ก้าวสู่การพัฒนาธุรกิจด้วยไอเดียสร้างสรรค์เต็มรูปแบบ






