วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรับ 'พ.ร.บ.หลักทรัพย์' ผ่าทางตัน

ก.ล.ต.ปรับ "พ.ร.บ.หลักทรัพย์" ผ่าทางตัน ฝั่งเอกชนหวังหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจ

เป็นประเด็นที่ต้องจับตา สำหรับการเดินหน้าแก้ไขร่างพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฉบับที่ 6 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพราะการแก้ไขในครั้งนี้มีวาระการสอดแทรกกฎหมายที่เข้าดูแลบริษัทจดทะเบียนที่มีความขัดแย้งโดยตรง ที่ปัจจุบันถือว่าเป็นประเด็นฮอตโดยเฉพาะความขัดแย้งภายในของหลายบริษัทที่ยังไม่มีทางออก ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. คาดหวังว่าจะใช้ช่องทางดังกล่าวช่วยผ่านทางตันที่เกิดขึ้น

โดยในร่างพ.ร.บ.ฉบับที่ 6 ที่ทุกฝ่ายจับตานั้น คือการแก้ไขให้สำนักงานก.ล.ต.สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อจัดประชุมผู้ถือหุ้น หากบริษัทมีความขัดแย้งภายในจนไม่สามารถบริหารงานต่อได้ หรือมีความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นและผู้บริหารจนอาจจะกระทบกับผู้ถือหุ้นรายย่อย ให้มีอำนาจในการจัดประชุมผู้ถือหุ้น และหาทางออกให้กับบริษัทได้

นอกจากนี้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฉบับใหม่ยังจะเป็นการเพิ่มความเข้มงวดในการจัดประชุมของผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมมากขึ้น ให้ใกล้เคียงกับการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนจะปรับปรุงหลักเกณฑ์การประชุมผู้ถือหุ้นของกองทุนรวม ทั้งกองทุนรวมหุ้น กองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จะปรับกฎเกณฑ์นั้นจะทำให้การประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนมามีมาตรฐานที่ชัดเจน ทั้งระเบียบการลงคะแนนโหวตเสียงต่างๆ ว่าต้องใช้คะแนนเสียงเท่าใดในการลงมติการเสนอวาระที่ประชุม

จุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน มีอำนาจในการกำหนดบทบาทของกองทุนรวม รวมถึงกองรีทส์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน รวมถึงมีอำนาจในการตัดสินใจในการเข้าซื้อสินทรัพย์ หรือการลงทุนขนาดใหญ่ของกองทุนรวม รวมถึงกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีการขายทรัพย์เข้ากองทุน เพื่อให้นักลงทุนได้พิจารณาถึงความเหมาะสมในการทำรายการ ทั้งรายการขนาดใหญ่และรายการที่มีความเชื่อมโยงของผู้ทำรายการ ทั้งบริษัทที่เป็นผู้ขายทรัพย์สินเข้ากองทุน และผู้บริหารจัดการกองทุน

นอกจากนี้ยังมีการแก้ไข แยกเงินกองทุนพัฒนาตลาดทุน จากปัจจุบันแม้จะมีการแยกเงินดังกล่าวกับการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว แต่จะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น และกำหนดถึงวัตถุประสงค์การใช้เงิน รวมถึงการปรับลดสัดส่วนคณะกรรมการจากฝั่งบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุน ที่จะแก้ไขในเรื่องดังกล่าวทั้งนี้ในพ.ร.บ.ฉบับใหม่นั้น คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปีในการพิจารณาโดยกระบวนการการพิจารณา หลังจากผ่านจากการพิจารณากระทรวงการคลังแล้ว ส่งต่อเข้าสู่การพิจารณา ของ คณะรัฐมนตรี ต่อไป

นอกจากพ.ร.บ.ดังกล่าวแล้ว ยังมีประเด็นการใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จดทะเบียนหุ้นส่วน/บริษัท ได้เปลี่ยนแปลงมาตรา 100 จากเดิมที่สามารถร้องขอจัดประชุมผู้ถือหุ้นได้ต้องมีหุ้นไม่น้อยกว่า 10 % และจำนวนไม่ต่ำกว่า 25 คน เป็นผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 10 % จะเข้าชื่อทําหนังสือขอให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้และต้องจัดให้มีการประชุมภายใน 45 วัน ซึ่งผู้ถือหุ้นเข้าชื่อกันได้จํานวนหุ้นตามที่บังคับไว้นั้นจะเรียกประชุมเองก็ได้ ภายใน 45 วัน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะมีผลกระทบกับบริษัทจดทะเบียนโดยตรง

รพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า การปรับกฎหมายของสำนักงานก.ล.ต.ในเรื่องการแทรกแซงการบริหารบริษัทจดทะเบียนนั้นเชื่อว่าจะไม่สร้างผลกระทบให้กับนักลงทุน เพราะมองว่า จะดำเนินการในเฉพาะบริษัทที่มีปัญหาและไม่สามารถขับเคลื่อนบริษัทต่อไปได้ ซึ่งจะต้องร้องขอกับศาลก่อนที่จะดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการดำเนินการยังมีหลายส่วนที่ต้องทำทั้งการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนจะเสนอกับกระทรวงการคลังเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการต่อไปซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

สุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยว่า การปรับเปลี่ยนพ.ร.บ.หลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา มองว่าสำนักงานก.ล.ต.ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินคดีให้ดีขึ้น เพราะสถิติในรอบหลายปีที่ผ่านมา พบว่า คดีความกว่า 50 % ไม่ประสบความสำเร็จ อยู่ในขั้นดำเนินการของพนักงานสอบสวน 45 % และ ดำเนินคดีได้สำเร็จเพียง 5 % เท่านั้น ซึ่งการปรับปรุงทุกครั้งน่าจะสร้างการดำเนินคดีที่ดีขึ้น

“การปรับพ.ร.บ.ในครั้งที่ 5 ที่ผ่านมา เรามองว่าอยู่ในช่วง CG WORK หรือการปรับการทำงานด้านธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะสร้างความช็อกให้กับบริษัทจดทะเบียนในระยะแรกบ้าง แต่เป็นการปรับให้กฎหมายไทยมีความทันสมัยมากขึ้น”

สำหรับการบังคับใช้พ.ร.บ.ใหม่ในรอบที่ผ่านมา ยอมรับว่าสร้างความตกใจให้กับบริษัทจดทะเบียนในระยะแรกพอสมควร ทำให้หลายบริษัทไม่กล้าที่จะให้ข้อมูล และใช้ความระมัดระวังที่มากเกินไป ซึ่งสิ่งที่สมาคมบจ.ดำเนินการคือให้ความรู้กับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจถึงกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งในระยะหลังพบว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนมีความเข้าใจมากขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับปรับกฎหมายให้ผู้ถือหุ้นรายย่อย 10% สามารถเปิดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นได้นั้น มองว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่ากังวลและไม่น่าจะกระทบกับบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากเป็นการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่การลงมติในเรื่องใดก็ตามต้องใช้คะแนนเสียงตามที่กฎหมายกำหนด แต่จะช่วยให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยมีปากมีเสียงมากขึ้น