ธุรกิจประกัน "หาผลตอบแทน" หันลงทุน "กองอสังหาฯ-รีท"
แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นที่เริ่มเห็น ทำให้ตลาดคลายกังวลมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนของธุรกิจประกันภัย ที่รับแรงกดดันภาวะการลงทุนจากดอกเบี้ยต่ำมานาน 2-3 ปีแล้ว ทั้งนี้ธุรกิจประกันจึงต้องปรับพอร์ตการลงทุน ให้สอดคล้องกับการลงทุน เพื่อหาผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ แม้สถานการณ์การลงทุนจะดูดีขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า ดอกเบี้ยในประเทศยังทรงตัวในต่ำทั้งปีนี่ที่ระดับ 1.5% และตลาดคาดกันว่าในปีนี้มรสุมการลงทุนน่าจะเผชิญกับความผันผวนถี่กว่าปีก่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้
กองอสังหาฯ-ตปท. ทางเลือกใหม่
บัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เจนเนอราลี่ ประเทศไทย มองว่า ทิศทางการลงทุนธุรกิจประกันในปีนี้ การจัดพอร์ตขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท โดยเฉพาะปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาดดอกเบี้ยยังต่ำทั่วโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรปและเอเชีย แม้เฟดเริ่มขยับขึ้นดอกเบี้ยและเป็นแนวโน้มขาขึ้นก็ตาม
กลยุทธ์การลงทุนที่เป็นเม็ดเงินใหม่ ด้วยธุรกิจประกันต้องหาสินทรัพย์ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสอดคล้องกับผลตอบแทนตามกรมธรรม์ที่ให้กับลูกค้า สินทรัพย์ประเภทกองทุนอสังหาฯ และกองรีท จัดว่าเป็นทางเลือกการลงทุนใหม่ในขณะนี้ ที่เหมาะสมกับธุรกิจประกันชีวิต โดยข้อดีคือไม่มีวันหมดอายุ เหมาะกับสินค้าประกันแบบตลอดชีวิต และที่สำคัญกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เป็นที่น่าสนใจและพร้อมเข้าลงทุน ตอนนี้ยังรอความชัดเจนกันอยู่
ทั้งนี้ การลงทุนในกองทุนรวม จะต้องคัดเลือกกองทุนรวมที่มีเครดิตเรทติ้งที่ดี ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำจนถึงเสี่ยงสูง เข้ามาจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยง และต้องเป็นกองทุนที่มีผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดในช่วง 2-3 ปี สามารถช่วยสร้างผลตอบแทนที่สอดรับกับสินค้าประกัน ควบการลงทุนหรือยูนิตลิงค์ รวมถึงธุรกิจประกันวินาศภัย ที่ยังต้องใช้กลยุทธ์บริหารเงินสด ไม่ลงทุนระยะยาว
ส่วนตลาดพันธบัตรยังเป็นสินทรัพย์ที่ดีและปลอดภัยของธุรกิจประกัน ที่สามารถเลือกลงทุนให้สอดคล้องกับสินค้าแต่ละช่วงอายุได้ดี หากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สภาพคล่องสูง ผลประกอบการดี สามารถขยับลงทุนในอายุพันธบัตรระยะกลางและยาวได้เต็มที่
ในส่วนตลาดหุ้นไทยปีนี้ สามารถมองหาจังหวะเพิ่มผลตอบแทนได้ แต่ต้องระมัดระวัง และประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสหรัฐ ทำให้ตลาดผันผวนตลอดทั้งปี
“ธุรกิจประกันยังคงมุมมองระยะยาวในการบริหารการลงทุน เป็นผลดีในช่วงตลาดปีนี้ผันผวนมากขึ้น แต่สำหรับเงินลงทุนที่เข้ามาใหม่ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ลงทุนตลอดเวลา ขณะที่เงินลงทุนเก่าลงทุนล็อกผลตอบแทนไว้แล้วก็ไม่ควรไปยุ่ง กองทุนรีทเป็นทางเลือกการลงทุนใหม่ที่บางบริษัทยังไม่เคยเข้าไปลงทุน ควรจะศึกษาเหมาะสมกับเสี่ยงของบริษัทหรือไม่ เช่นบางบริษัทขายแค่สินค้าระยะสั้นก็ไม่เหมาะ”
ในส่วนของกลุ่มเจนเนอราลี่ ประเทศไทย ถือว่า ทีมการลงทุนจากบริษัทแม่ที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนทั่วโลกมาเป็นที่ปรึกษา ปรับให้สอดคล้องกับไทยยังสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด มองว่า ในภาวะตลาดเช่นนี้สามารถบริหารผลตอบแทนได้มากกว่า 3.5% ถือว่า เป็นการลงทุนที่ดี และปัจจุบันมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) อยู่ในระดับสูงถึง 400%
ขณะเดียวกัน บมจ. เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ได้ตั้งทีมการลงทุนขึ้นมาใหม่ ด้วยทีมผู้เชี่ยวด้านการลงทุนกว่า 11 คน เพื่อวิเคราะห์ประเภทธุรกิจใหม่และการลงทุนในแต่ละสินค้าประกันแต่ละประเภท ซึ่งปีนี้ มองหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันบริษัทสัดส่วนการลงทุนไม่ถึง 5% แต่มีเพดานลงทุนได้ถึง 15% ขณะเดียวกัน ยังมองหาโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่มีโอกาสอัพไซด์ ราคายังต่ำ เช่น กลุ่มสถาบันการเงินและพลังงาน รวมถึงยังเน้นการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาฯ กองรีทและยังสนใจลงทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์เช่นเดียวกัน
พอร์ตลงทุน ณ สิ้นปี2559 บริษัทมีเม็ดเงิน 87,000 ล้านบาท เติบโต 22% สัดส่วนการลงทุนประกอบด้วยตราสารหนี้ 84% ตราสารทุนและทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯ สัดส่วน 11% และสินทรัพย์อื่นๆ 5% ซึ่งในปีนี้สัดส่วนการลงทุนจะไม่แตกต่างจากปีก่อนมากนัก
“แม้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่บริษัทพยายามหาโอกาสลงทุนใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ กลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวสร้างผลตอบแทนที่ดีในระดับความเสี่ยงที่รับได้และยังสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ประกันที่เสนอขาย”
เน้นลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย
พีระพัฒน์ เมฆสิงห์วี กรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนชาตประกันภัย กล่าวว่า แผนการลงทุนบริษัทในปีนี้ยังคงมีแผนการลงทุนที่ดีตามกฎเกณฑ์ที่กำกับ ต้องเคร่งครัดมากขึ้น เน้นลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยสูงและมีการจ่ายเงินปันผล ไม่ลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้ไม่มีความเสี่ยงจากการลงทุน
ทั้งนี้ แนวทางการลงทุนดังกล่าว เพื่อดูแลรักษาเสถียรภาพของเงินกองทุนในระดับสูงเอาไว้ก่อน เนื่องจากต้องการเตรียมความพร้อมไว้รองรับการทดสอบการกำกับเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (RBC Parallel Test) เฟส 2 ซึ่งคาดว่าในปีนี้น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งบริษัทต้องตรวจเช็คสุขภาพตลอดเวลา ปัจจุบันมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ในระดับ 720% ซึ่งบริษัทมีความพร้อมหลังจากทดสอบไปรอบหนึ่งแล้ว แต่หลักเกณฑ์กำกับยังไม่นิ่ง
เช่นเดียวกับบมจ. วิริยะประกันภัย ปีนี้ในส่วนเรื่องของการลงทุน บริษัทยังมีนโยบายและตามเกณฑ์การกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด ซึ่งเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและสภาพคล่องสูง ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตการลงทุนอยู่ที่ 56,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% ณ สิ้นปี 2559 บริษัทมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ในระดับ 222.43%
ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2559 ธุรกิจประกันทั้งระบบมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 3,357,939 ล้านบาท เติบโตได้ดีที่ 10.43 % เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแยกเป็นสินทรัพย์รวมของธุรกิจประกันชีวิต จำนวน 2,895,816 ล้านบาท เติบโต 12.22 % และเป็นสินทรัพย์รวมของธุรกิจประกันวินาศภัย 462,123 ล้านบาท เติบโต 0.35%
ในขณะที่สินทรัพย์ลงทุนทั้งสิ้น 3,073,921 ล้านบาท เติบโต 11.21 % เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแยกเป็นสินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันชีวิต 2,769,139 ล้านบาท เติบโต 12.56% ส่วนสินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันวินาศภัย 304,782 ล้านบาท เติบโต 0.29%







