วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนะงัดกฎเก็บภาษีธุรกิจ‘แชริ่งอีโคโนมี’ท่องเที่ยว

“ธุรกิจเชิงแบ่งปัน” กำลังเป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในไทย โดยเฉพาะประเด็นทางกฎหมายรองรับที่ยังไม่พร้อม

ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับหลายประเทศ ที่ทยอยออกมาตรการตั้งรับ โดยหนึ่งในประเด็นที่ทำให้ธุรกิจนี้ตกอยู่ในความสนใจ คือ การเข้ามาเป็นผู้เล่นชิงส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจดั้งเดิม

                แชริ่ง อีโคโนมี เติบโตอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อผู้บริโภคสามารถใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งพัฒนาควบคู่กับเทคโนโลยีอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ เพื่อเข้าถึงสินค้าและบริการตรงจากผู้ใช้เหมือนกัน แทนที่จะเป็นผู้ขายในรูปแบบบริษัทหรือองค์กรอย่างเดียวเหมือนเดิม

แต่ทั้งนี้ บริษัทโฟกัสไรท์ คาดการณ์ว่า ผลกระทบที่แท้จริงจะเห็นในปี 2568 เมื่อมูลค่าการซื้อขายทั่วโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งจากธุรกิจด้านท่องเที่ยว, การเดินทาง จะสูงถึง 21 ล้านล้านบาท (5.7 แสนล้านยูโร)

                ขณะที่รูปแบบธุรกิจแตกแขนงครอบคลุมการท่องเที่ยวหลากมิติมากขึ้น เช่น การเกิดขึ้นของ “ทัวร์ส บาย โลคัล” บริการนำเที่ยวที่ไม่ได้จัดหากเฉพาะมัคคุเทศก์ให้ แต่เป็นช่องทางให้คนในท้องถิ่นนำเสนอกิจกรรมเชิงประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยียนได้เองโดยตรง เช่น ชั้นเรียนสอนการทำอาหาร, การนำเที่ยวบาร์ที่ดีที่สุดในย่านนั้นๆ โดยมีจุดขายเรื่อง “ความแท้” ของประสบการณ์ ด้วยคนที่มีความเชี่ยวชาญในเมืองแท้จริง

                แชริ่ง อีโคโนมี ซึ่งอุทิศตัวเป็นแพลตฟอร์มให้กับกิจกรรมประเภท “ดู อิท ยัวร์เซลฟ์” หรือส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวลงมือทำด้วยตัวเอง ปัจจุบันขยายตัวไปกว่า 90 ประเทศทั่วโลก และจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยบ็อชโชนี ประเทศอิตาลี ระบุว่า ปัจจุบัน ธุรกิจแชริ่งกว่า 480 แพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วโลกที่ยังคงเปิดให้บริการนั้น มีถึง 45% อยู่ในหมวดหมู่ของการท่องเที่ยว

การขยายตัวดังกล่าว จึงจุดประเด็นความกังวลจากผู้เล่นดั้งเดิม อาทิ โรงแรม และบริษัทนำเที่ยวเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังจะเห็นได้จากกรณีสหภาพยุโรป (อียู) และรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่เริ่มได้รับการเรียกร้องให้มีการวางกฎหมายกำกับธุรกิจท่องเที่ยวประเภทนี้ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีประเทศฝรั่งเศส เริ่มมีความชัดเจนในการออกนโยบายด้านภาษี ด้วยการกำหนดให้เจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นผู้ทำการตลาด รับผิดชอบในการเรียกเก็บและจ่ายภาษีล่วงหน้าจากรายการซื้อขายห้องพักแต่ละรายการ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป ยังไม่มีมาตรการใดที่ชัดเจน

รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เชื่อว่าธุรกิจแชริ่ง ยังอยู่ในแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไป เป็นเทรนด์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่สำหรับประเทศไทย สถานการณ์อาจแตกต่างไปจากที่อื่นคือ การมีจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าสูงมาก และคาดว่าจะสูงถึง 35 ล้านคนในปีนี้ ทำให้มีความหลากหลายของกลุ่มที่จะเข้ามา และประเภทที่พักแตกต่างกันก็จะแยกเซกเมนต์ผู้เข้าพักชัดเจนอยู่แล้ว ทำให้ธุรกิจโรงแรมไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากลูกค้าโรงแรมก็จะได้กลุ่มที่มีกำลังซื้อ มีความต้องการได้บริการต่างๆ ที่บ้านพัก, คอนโดมิเนียม หรืออพาร์ทเมนต์ไม่สามารถนำเสนอได้ เช่น การบริการของพนักงาน, การดูแลรักษาความปลอดภัย, ความสะอาด

ธุรกิจแนวแชริ่ง อีโคโนมี เกิดขึ้นแพร่หลายในประเทศที่ห้องพักโรงแรมมีราคาสูง เช่น อเมริกา, ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้คนนำอุปทานส่วนที่เหลือจากการใช้ เช่น บ้านพัก, อพาร์ตเมนต์ นำมาปล่อยเช่าในราคาที่ต่ำกว่าโรงแรม และใช้ข้อได้เปรียบด้านการมีโลเคชั่นที่ดี โดยมีช่องทางสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) เป็นปัจจัยส่งเสริมการเติบโต

แต่สำหรับในไทย ยังไม่คิดว่ามีประเด็นเรื่องการชิงลูกค้าที่ต้องกังวล เพราะกลุ่มเป้าหมายของโรงแรมก็เป็นคนอีกกลุ่มที่เป็นเซ็กเมนต์ต่างกันชัดเจน และหากจะมองในเชิงอุปทานห้องพักในตลาดว่าจะล้นหรือไม่ ก็ต้องดูด้วยว่าโรงแรม เมื่อคิดว่าจะขยายธุรกิจ แต่ละแห่งก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี การเติบโตอาจจะไม่ทันการขยายตัวของนักท่องเที่ยว ดังนั้น การได้ห้องพักประเภทอื่นๆ เข้ามาช่วยรองรับ จึงไม่ถือว่าเป็นผลกระทบแต่อย่างใด

แม้ว่าธุรกิจโรงแรมจะไม่กังวลต่อเทรนด์ดังกล่าว แต่เห็นด้วยในการวางกรอบกติกาเรื่องการทำธุรกิจให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ โดยเฉพาะมาตรการด้านภาษี

ทางที่เป็นอุดมคติคือ การให้เจ้าของห้องพักต่างๆ มาลงทะเบียนในระบบ แต่ในทางปฏิบัติอาจจะทำได้ยาก ดังนั้น จึงยังเป็นความท้าทายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเสาะแสวงหามาตรการที่เหมาะสม

ทั้งนี้ เนื่องจากหากเทียบกับธุรกิจโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้อง มีหน้าที่รับผิดชอบในการจ่ายภาษีคืนให้กับประเทศหลายประเภท อาทิ  ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้จากการขายห้องพัก, ภาษีนิติบุคคล และที่สำคัญคือ ภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งกำลังขยับปรับราคาสูงกว่าเดิมมาก ตามกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่จะมีการปรับอัตราจัดเก็บใหม่ หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ที่มีการปรับปรุงไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา

“แชริ่งอีโคโนมีเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโต และทำให้ต้องรีบคิดว่าจะจัดระเบียบอย่างไร เพราะนอกจากจะมีที่พักเจาะตลาดล่างเข้ามาเล่นตลาดแล้ว เริ่มเห็นการขยายตัวของที่พักประเภทคอนโดมิเนียมหรูตามเส้นรถไฟฟ้า หันมาจับตลาดที่ชนกับกลุ่มโรงแรมหรูมากขึ้น เพราะเจ้าของห้องพักมองว่าเป็นการลงทุนที่ได้ผลคุ้มค่า เมื่อมารับลูกค้ารายวัน ขณะที่มูลค่าของห้องพักยิ่งนานไปก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น”