หวั่น "บอนด์ยิลด์" ยาวพุ่ง ธุรกิจหันระดมทุนสั้น สะสมเสี่ยง
“แบงก์ชาติ” ห่วงบอนด์ยิลด์ระยะยาวเพิ่มขึ้น กดดันเอกชนหันระดมทุนระยะสั้นแทน หวั่นนำไปสู่การสะสมความเสี่ยงในระบบการเงิน ขณะ “ไทยบีเอ็มเอ” ชี้เอกชนยังเร่งออกบอนด์ยาวล็อกต้นทุนดอกเบี้ยขาขึ้น ทั้งขยาดปัญหาตั๋วบี/อี ผิดนัดชำระหนี้ แต่ยอมรับหากอนาคตบอนด์ยิลด์ระยะยาวพุ่ง บางรายอาจเปลี่ยนมาระดมตัวสั้นแทน
รายงานนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เดือนมี.ค. ระบุว่า กนง. ประเมินระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ สามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจการเงินทั้งในและต่างประเทศได้ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในบางจุด เช่น ความเสี่ยงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจที่ด้อยลงทั้งสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่อครัวเรือน
รวมทั้งพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินไป (underpricing of risks) จึงต้องติดตามพัฒนาการความเสี่ยงต่อไปอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ กนง. บางส่วนมองว่าความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินที่อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าจากภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน อีกทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจมีส่วนทำให้ภาคธุรกิจหันไประดมทุนระยะสั้นมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมความเสี่ยงในระบบการเงิน
ทั้งนี้การประสานงานระหว่างองค์กรกำกับดูแลต่างๆ จะมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินไทยในระยะต่อไป
“ดอน นาครทรรพ” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า ธปท.อยู่ระหว่างติดตามดูว่า ในภาวะที่ผลตอบแทนตราสารหนี้(บอนด์ยิลด์) ระยะยาวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่บอนด์ยิลด์ตัวสั้นยังคงอยู่ระดับต่ำใกล้เคียงกับดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้ภาคเอกชนหันมาระดมทุนระยะสั้นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในอนาคตได้
“ตามหลักแล้วเอกชนที่ลงทุนระยะยาว มักใช้บอนด์รุ่น 5 ปี หรือ 7 ปี ในการระดมทุน แต่พอบอนด์ยิลด์เหล่านี้มีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้นในอนาคตจากปัจจัยต่างประเทศ ซึ่งทำให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้นด้วย ทาง กนง. จึงห่วงว่า เอกชนจะหันมาออกบอนด์ระยะสั้นแทน และกลัวว่าเมื่อถึงเวลาที่บอนด์ครบกำหนดต้องยืดอายุออกไป หากทำไม่ได้จะเกิดปัญหาขึ้น ทางแบงก์ชาติจึงติดตามดูเรื่องพวกนี้อยู่ แต่ตอนนี้เข้าใจว่ายังมีไม่มาก”
ด้าน “อริยา ตีรณะประกิจ” ผู้ช่วยผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ไทยบีเอ็มเอ) กล่าวว่า จริงๆ แล้วช่วงที่ผ่านมาภาคเอกชนเปลี่ยนจากการระดมทุนระยะสั้น หันมาใช้บอนด์ระยะยาวระดมทุนมากขึ้น เพื่อล็อกต้นทุนการเงินที่มองว่าจะเป็นขาขึ้น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่
นอกจากนี้ บริษัทขนาดกลางและเล็ก(เอสเอ็มอี) หลายๆ แห่ง ซึ่งเดิมเคยออกหุ้นกู้ระยะยาว แล้วเปลี่ยนมาระดมทุนระยะสั้นผ่านตั๋วแลกเงิน(บี/อี) เพราะมีต้นทุนต่ำกว่า ก็เริ่มหันกลับมาออกหุ้นกู้ระยะยาวเหมือนเดิมแล้ว เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ (ดีฟอลท์) ในตั๋วแลกเงิน ทำให้หลายบริษัทกังวลเรื่องการต่ออายุตราสาร(rollover) จึงเปลี่ยนมาออกบอนด์ระยะยาว เพื่อเลี่ยงปัญหาเหล่านี้
“ช่วงที่เกิดปัญหาดีฟอลท์ในตั๋วบี/อี ก็ถือเป็นบทเรียนให้กับภาคเอกชนที่นิยมออกตั๋วบี/อีแล้วไปลงทุนระยะยาว ซึ่งเขาได้เข้าใจว่ามีความเสี่ยงเรื่องอายุของตราสาร ช่วงนี้จึงเห็นว่าบริษัทที่เคยออกตั๋วบี/อี ก็เปลี่ยนมาออกหุ้นกู้ที่มีอายุยาวขึ้น”
อย่างไรก็ตามประเด็นที่ กนง. แสดงความเป็นห่วง อาจกังวลว่าในอนาคตหากบอนด์ยิลด์ระยะยาวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่บอนด์ระยะสั้นยังทรงตัวในระดับเดิม อาจทำให้ภาคเอกชนบางกลุ่มเปลี่ยนจากบอนด์ระยะยาว มาออกบอนด์ระยะสั้นแทน จึงเป็นเรื่องที่ยังต้องติดตามดูต่อไป
นางสาวอริยา บอกด้วยว่า ช่วงนี้บอนด์ระยะยาวยังปรับขึ้นไม่มากนัก โดยรุ่นอายุ 10 ปี ล่าสุด (7 เม.ย.) ผลตอบแทนอยู่ที่ 2.72% เทียบกับปลายปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.67% เพิ่มขึ้นมา 0.05% ขณะที่รุ่นอายุ 5 ปี ผลตอบแทนปัจจุบันอยู่ที่ 2.1% เทียบกับปลายปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.17% หรือลดลง 0.07% ส่วนรุ่นระยะสั้นต่ำกว่า 1 ปี อยู่ในระดับ 1.4-1.5% ทรงตัวใกล้เคียงกับดอกเบี้ยนโยบาย








