วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เบี้ยวหนี้ตั๋วบี/อี ‘คุมอยู่’

เบี้ยวหนี้ "ตั๋วบี/อี" คุมอยู่ ธปท.ชี้ตลาดแยกความเสี่ยงได้

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unratedbonds) ในช่วงที่ผ่านมา ตลอดจนการผิดนัดชำระหนี้ของตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ประเภทที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารบางรายในช่วง 3 - 4 เดือนล่าสุด เป็นประเด็นที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้ความสนใจ และติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังเป็นเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่อาจเกิดจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวมของ ธปท. ตลอดจนการปรับตัวของผู้ร่วมตลาดภายหลังการผิดนัดชำระหนี้ ชี้ว่า พัฒนาการในตลาด unrated bonds ไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินของไทย เนื่องจาก..

1.มีขนาดเล็ก แม้ตลาด unrated bonds จะขยายตัวเร็วแต่มาจากฐานที่ต่ำ จึงทำให้มีสัดส่วนเพียง 7.4% ของมูลค่าตราสารหนี้ ภาคเอกชนทั้งหมด ขณะที่มูลค่าของตราสาร unrated bonds ที่ผิดนัดชำระหนี้นั้นคิดเป็นเพียง 0.08% ของมูลค่าตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมด

2.เป็นนักลงทุนที่มีศักยภาพและอยู่ในวงจำกัด ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่กำหนดให้การลงทุน unrated bonds อยู่ในวงจำกัดเฉพาะนักลงทุนประเภท Accredited Investors (AI) ได้แก่ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ที่มี คุณสมบัติตามที่กำหนด (High Net Worth) ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีศักยภาพและสามารถรองรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นได้

ทั้งนี้ผลกระทบจะรุนแรงและขยายวงกว้างกว่าหากนักลงทุนรายย่อยทั่วไปเป็นผู้ลงทุนหลักของ unratedbonds

3.มีผลเชื่อมโยงไปยังระบบสถาบันการเงินอื่นๆ น้อย โดยบริษัทจัดการกองทุนที่ลงทุนใน unrated bonds ที่ผิดนัดชำระหนี้ผ่านกอง AI fund มีเพียง 3 ราย และมีมูลค่าผิดนัดชำระหนี้คิดเป็นเพียง 0.035% ของมูลค่ากองทุนรวมในระบบ

นอกจากนั้น เงินลงทุนใน unrated bonds เป็นเงินออมของนักลงทุนเอง ไม่ได้ใช้เงินกู้ผ่าน

บัญชีกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (margin account) ดังนั้น ความเสียหายจากการผิดนัดชำระหนี้จึงไม่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเสถียรภาพของสถาบันการเงินอื่นๆ

4.ตลาดสามารถปรับตัวได้ค่อนข้างดี (orderly adjustment) และไม่ลุกลามไปกระทบกับกลไกการทำงานของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนในภาพรวม ธุรกิจที่ออก unrated bonds และมีการครบกำหนดชำระคืนหนี้ในช่วงเดือนม.ค. 2560 ส่วนใหญ่สามารถออกตราสารได้ต่อ (rollover) ขณะที่ธุรกิจที่เหลือส่วนใหญ่สามารถหาแหล่งเงินทุนทดแทนได้ผ่านสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ การเพิ่มทุนหรือช่องทางอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนมีความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น และได้ประเมินความเสี่ยงใหม่ (repricing of risks) สะท้อนจากสัดส่วนมูลค่าตราสารหนี้ระยะสั้นออกใหม่ทั้ง unrated และ rated bonds ปรับลดลง

รวมทั้งการวิเคราะห์เบื้องต้นของ ธปท. พบว่า ตลาดสามารถแยกแยะตราสาร ตามระดับความเสี่ยงได้ดีขึ้น สะท้อนจากต้นทุนการระดมทุนของธุรกิจที่มีฐานะทางการเงินด้อยกว่าโดยเฉลี่ยปรับสูงขึ้นมากกว่าต้นทุนของธุรกิจที่มีฐานะทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาหนี้ระยะสั้นของภาคธุรกิจที่สูงเกินไปและจากการประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินไปของนักลงทุน

แม้ผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ของตั๋วบี/อี ในช่วงที่ผ่านมามีจำกัด แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวและระมัดระวังมากขึ้นเพื่อลดโอกาสของการประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินไป (underpricing of risks) ที่อาจจะนำไปสู่การสะสมความเปราะบางที่จะกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินในอนาคต

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ออกตราสารหนี้ควรระมัดระวังความเสี่ยงจาก maturity mismatch และ rollover risk โดยการหลีกเลี่ยงการใช้หนี้ระยะสั้นเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการระยะยาว และเตรียมสภาพคล่องหรือหาแหล่งเงินทุนสำรองไว้รองรับในกรณีที่ไม่สามารถต่ออายุตราสารหนี้ได้

สำหรับบริษัทตัวกลาง ซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างนักลงทุนและผู้ออกตราสาร เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนและบริษัทหลักทรัพย์ควรเพิ่มความเข้มงวดในการคัดเลือกตราสารที่เสนอแก่ผู้ลงทุน รวมถึงแนะนำการลงทุนที่เหมาะสมตามคุณสมบัติของนักลงทุน สำหรับนักลงทุน ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ไม่พิจารณาแต่เพียงผลตอบแทนที่คาดหวัง ให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์ฐานะการเงินของธุรกิจอย่างจริงจัง รวมถึงกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมในการลงทุนตราสารประเภทต่างๆ

ระยะต่อไป กนง. จะได้ติดตามพัฒนาการของตลาด unrated bonds และส่วนอื่นๆ ของระบบการเงิน อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสัญญาณของการประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินไปและความไม่สมดุลทางการเงินอื่นๆ ที่อาจ กระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินได้ รวมทั้งมีความเห็นว่า การประสานงานและความร่วมมือระหว่างองค์กรกำกับ ดูแลและกลุ่มผู้ร่วมตลาดต่างๆ จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นต่อการติดตาม ประเมิน และใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อบริหารจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น