ยังไม่มีปัจจัยหนุนในระยะสั้น
ประเด็นการลงทุน
ผลประกอบการไตรมาส 1/60 และไตรมาสถัดไปของ SCC อาจยังไม่น่าสนใจนัก เนื่องจากกำ ไรที่เติบโตสูงของธุรกิจปิโตรเคมีจะถูกหักล้างด้วยผลประกอบการที่แย่ลงของธุรกิจซีเมนต์ อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้น่าจะถูกรับรู้ในตลาดแล้ว ผลกระทบต่อราคาหุ้นน่าจะค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ปัจจุบัน SCC ซื้อขายที่ PER 11.4 เท่าปี 2560 (ค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 12.7 เท่า) และให้อัตราเงินปันผลสูงที่ 3.6% เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” SCC โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2560 ที่ 620 บาท
แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/60
เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/60 ที 1.34 หมื่นล้านบาท ทรงตัว YoY แต่สูงขึ้น 8% QoQ โดยสาเหตุที่ผลประกอบการทรงตัว YoY เนื่องจากกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีที่เติบโตจะถูกหักล้างด้วยกำไรธุรกิจซีเมนต์และธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ที่อ่อนตัวลง ส่วนผลประกอบการดีขึ้น QoQ นั้นหนุนโดยกำไรธุรกิจซีเมนต์ที่ดีขึ้นในช่วงไฮซีซั่นและการกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติหลังปิดซ่อมโรงงาน ROC ในไตรมาส 4/59
เป็นอีกหนึ่งไตรมาสธุรกิจซีเมนต์ชะลอตัว
เราคาดว่าปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศลดลง 4-5% YoY ในไตรมาส 1/60 ในขณะที่ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างและกระเบื้องเซรามิกลดลงในอัตราที่มากกว่า เนื่องจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชน์ลดลงมากการลดลงของความต้องการใช้ปูนซีเมนต์และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทำให้ าคาอยู่ในระดับต่ำแม้ว่าจะเป็นช่วงไฮซีซั่นและมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาถ่านหินที่ปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้นอัตรากำไรยังคงมีแนวโน้มที่จะถูกกดดันต่อ อีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันกำไรธุรกิจซีเมนต์คือค่าเสื่อมราคาจากการเปิดโรงงานใหม่ในประเทศพม่า (เดือนมกราคม 2560) และประเทศลาว (เดือนมีนาคม 2560) เราคาดกำไรธุรกิจซีเมนต์อยู่ที่ 2.5 พันล้านบาทในไตรมาส 1/60 ลดลง 25% YoY
เราคาดผลประกอบการธุรกิจซีเมนต์จะเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้งในไตรมาส 4/59 เนื่องจากอัตราการใช้งานโรงงานซีเมนต์แห่งใหม่จะใกล้เข้าสู่จุดคุ้มทุนอีกทั้งอุปสงค์ในประเทศจะกลับมาเติบโต หนุนโดยการบริโภคภาคเอกชนที่จะดีขึ้นและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเริ่มขึ้น
ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีแข็งแกร่ง
แม้จะมีอุปทานใหม่เข้ามา ส่วนต่างราคา HDPE เทียบกับแนฟทาเฉลี่ยอยู่ที่ 682 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในไตรมาส 1/60 (ทรงตัว QoQ) ขณะที่ส่วนต่างราคา PP เทียบกับแนฟทาเฉลี่ยอยู่ที่ 661 เหรียญสหรัฐ/ตัน (สูงขึ้น 72 เหรียญสหรัฐ/ตัน YoY และ 25 เหรียญสหรัฐ/ตัน QoQ) ซึ่งยืนยันว่าสาย PP เป็นขาขึ้นชัดเจน ความกังวลเกี่ยวกับอุปทาน PP ใหม่ที่จะเข้ามาได้คลี่คลายเนื่องจากโรงงาน CTO/CMO มีโอกาสล่าช้าเพราะราคาถ่านหินที่อยู่ในระดับสูงจะทำให้โครงการเหล่านี้ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ นอกจากนี้ส่วนต่างราคาเบนซีนเทียบกับแนฟทา (ผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ของการผลิตโอเลฟินส์) เพิ่มขึ้นมากถึง 167 เหรียญสหรัฐ/ตันจากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 421 เหรียญสหรัฐ/ตันใน ไตรมาส 1/60 เนื่องจากอุปทานในประเทศจีนตึงตัว อีกทั้งเราคาดกำไรจากบริษัทร่วมจะเติบโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสาย BD เนื่องจากราคาปรับไปในทิศทางเดียวกับราคายาง ดังนั้นเราคาดกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีจะสูงขึ้น 23% YoY และ 11% QoQ เป็น 1.1 พันล้านบาท ในไตรมาส 1/60






