วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (3 เม.ย.60)

จับตาการพูดคุยระหว่าง สี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์

คาดหุ้นไทยวันนี้ซื้อขายในกรอบแคบด้วยความระมัดระวัง เพื่อจับตาการพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ปธน.จีน ในรัฐฟลอริดาที่จะมีขึ้นวันที่ 6-7 เม.ย. นี้ เพื่อพูดคุยกันในประเด็นเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ล่าสุดทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษวันศุกร์ที่ผ่านมาเพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายด้านการค้าและแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า ในส่วนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ล่าสุดเจ้าหน้าที่ Fed ให้มุมมองการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่อนคลายลงหลังจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการขยายตัวของ GDP งวด 1Q60 ยังอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยในประเทศค่อนข้างผสม ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงผิดคาดในเดือนก.พ. อย่างไรก็ตามภาคการท่องเที่ยวน่าจะเติบโตได้ดีหลังททท.ประเมินการท่องเที่ยวและจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์จะคึกคัก

หุ้นเด่นวันนี้: BEM (ราคาปิด 7.60 บาท; ซื้อ; เป้าหมาย AWS ที่ 10.10 บาท)

BEM ได้ถูกปลดล็อคความไม่ชัดเจนสำหรับธุรกิจรถไฟฟ้าใต้ดิน หลังจากที่ลงนามเซ็นต์สัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ระหว่าง รฟม.กับ BEM เป็นที่เรียบร้อย ณ 31 มี.ค.60 โดยมีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปีสิ้นสุดในปีพ. ศ. 2593 ทั้งสายเดิม (สัมปทานรถไฟฟ้าสายเดิมหมดปี 2572 ก็ยืดอายุไปหมดปี 2593 พร้อมกันกับส่วนต่อขยายใหม่) กำไรของ BEM ในปีนี้น่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมากเนื่องจากรับรู้รายได้เต็มปีจาก (1) รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีม่วง (คลองบางไผ่ - เตาปูน) ซึ่งเดินรถไปเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 59 และ BEM ได้รับค่าจ้างการบริหารจัดการคงที่ในรูปแบบ PPP Gross Cost ไม่ขึ้นกับจำนวนผู้ใช้บริการ (2) ทางพิเศษสายศรีรัช - วงแหวนรอบนอก (กาญจนาภิเษก - จตุจักร) เปิดใช้ 22 ส.ค.59 รายได้ BEM ในปีที่ผ่านมาเกิดจากรายได้ทางด่วน 70% จากธุรกิจรถไฟฟ้า 25% และ 5% จากการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ประเภท ค่าเช่า ค่าใช้พื้นที่โฆษณา ฯลฯ เราคาดว่ากำไรของ BEM จะเพิ่มขึ้น 40% เป็น 3.6 พันล้านบาทในปีนี้และเพิ่มอีก 21.2% เป็น 4.4 พันล้านบาทในปี 2561 นอกจากนี้ BEM ยังมีโอกาสที่จะชนะการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม และทางด่วนอีก 2-3 เส้นทาง ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มก่อสร้างในปี 2560 โดยมีระยะทางรวม 26.5 กม. และการลงทุนประมาณ 42,000 ล้านบาท ราคาเป้าหมายตามวิธี SOTP อยู่ที่ 10.10 บาทซึ่งประกอบด้วยมูลค่าที่เหมาะสมของ DCF ที่มีอยู่เดิมที่ 6.80 รวมกับ DCF ของสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย เราให้มูลค่าอีก 3.30 บาท ราคาปัจจุบันมี upside 33% Price Pattern ของ BEM มีความแข็งแกร่งในแนวโน้มหลักที่เป็นแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily & Monthly Buy Signal รอเพียงการกลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่เพื่อกลับเข้าสู่ความแข็งแกร่งในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างเต็มตัว โดยหากปิดตลาดรายสัปดาห์เหนือ 7.65 บาท ก็จะทำให้กลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 7.75 บาท ซึ่งหาก Break ด้วยการปิดตลาดเหนือ 7.75 บาทได้สำเร็จ ก็จะมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ 8.05 บาท ทั้งนี้ BEM มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 7.20 บาท (Resistance: 7.65, 7.70, 7.80; Support: 7.55, 7.45, 7.40)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• ผลผลิตอุตสาหกรรมร่วงผิดคาดใน ก.พ. และเป็นการร่วงครั้งแรกในรอบเจ็ดเดือนเพราะการผลิตยานยนต์ ยาง เครื่องปรับอากาศและปิโตเลียมอ่อนแอลง ก.อุตสาหกรรมรายงานดัชนีการผลิต (MPI) ก.พ. ลดลง 1.5% เทียบปีก่อน ผลสำรวจรอยเตอร์สคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.55% อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานเท่ากับ 60.10% ใน ก.พ. เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากตัวเลขที่ปรับแล้ว ม.ค. ที่ 60.67% (Bangkok Post)

• กองทุนเพิ่มขีดความสามารถจะเริ่มใน เม.ย. โครงการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายจะได้รับเงินทุนจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมูลค่า 1 หมื่น ลบ. โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ นายกฯ ประยุทธเป็นประธาน รัฐบาลคาดว่ากองทุนฯ จะเริ่มดำเนินการได้ใน เม.ย. (Bangkok Post)

• คาดสงกรานต์คึกคักปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามา 47,000 รายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (13-17 เม.ย.) เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า สร้างรายได้ 8 พัน ลบ. เพิ่มขึ้น 17% นักท่องเที่ยวไทยราว 2.47 ล้านคนจะมีการใช้จ่ายท่องเที่ยวในวันหยุดยาวนี้ เพิ่มขึ้น 9.6% เทียบปีก่อนสร้างรายได้ท่องเที่ยว 8.5 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 12.5% (Bangkok Post)

ต่างประเทศ:

• ทรัมป์ลงนามในคำสั่งพิเศษให้มีการจัดทำรายงานทบทวนครั้งใหญ่เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องขาดดุลการค้าและการควบคุมการหลีกเลี่ยงภาษีอากรขาเข้า วาระสำคัญที่สุดของทรัมป์ในขณะนี้คือการมองหาการค้าที่เป็นธรรมและเพิ่มตำแหน่งงานในภาคการผลิตมากขึ้น คำสั่งพิเศษทั้ง 2 ฉบับได้ออกมาใน 1 สัปดาห์หลังจากที่คำสัญญาของเขาที่จะใช้ร่างกฎหมายสุขภาพฉบับใหม่แทนกฎหมายโอบามาแคร์ล้มอย่างไม่เป็นท่าในสภาคองเกรสและใน 1 สัปดาห์ก่อนที่เขาจะพบปะกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนในรัฐฟลอริดาระหว่างวันที่ 6-7 เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำเกี่ยวกับสัญญาซึ่งจะเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการค้า (Reuters)

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลงเมื่อวันศุกร์ หลังจากประธานเฟดหลายสาขาต่างประสานเสียงให้ความเห็นว่าเฟดอาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ช่องว่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาวกว้างขึ้นในวันศุกร์ โดยส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี และ 10 ปีเพิ่มขึ้นถึง 115.10 bps ซึ่งมีความชันมากที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐทรงตัวเมื่อวันศุกร์ จากความเห็นของประธานเฟดหลายรายที่ดูเหมือนจะเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ (dovish) และข้อมูลที่ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนักได้ลบอารมณ์บวกจากสัปดาห์ก่อน ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปิดเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากเมื่อวันพฤหัสที่ระดับ 100.39 อย่างไรก็ตาม ดัชนีได้ปัจจัยหนุนจากการปรับตัวขึ้นในสัปดาห์ก่อน และเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับแต่กลางเดือนก.พ. (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อวันศุกร์เนื่องจากนักลงทุนได้กำไรรายไตรมาสแล้ว และกำลังชั่งน้ำหนักอยู่ว่าผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ที่กำลังจะประกาศจะแข็งแกร่งเพียงพอที่จะเป็นเหตุผลสำหรับตลาดที่แพงเกินไปในขณะนี้หรือไม่ ณ ไตรมาส 1/60 สิ้นสุดเมื่อวันศุกร์ ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 5.5% ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งที่สุดนับแต่ปี 2556 และปรับตัวขึ้นมากที่สุดในทุกไตรมาสนับแต่ไตรมาส 4/58 ดัชนี S&P500 ปัจจุบันเทรดกันอยู่ที่ค่า PE ล่วงหน้า 12 เดือน ที่ 18 เท่า เทียบกับค่า PE เฉลี่ยระยะยาวที่ 15 เท่า (Reuters)

• ประธานเฟดต่างประสานเสียงชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นายวิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟด สาขานิวยอร์ก นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์และนาย Neel Kashkariประธานเฟด สาขามินเนอาโพลิส ต่างให้ความเห็นเมื่อวันศุกร์ว่าพวกเขาคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยที่แต่ละคนได้ให้ความเห็นอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐโดยการผ่อนคลายเงินเฟ้อและการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในระดับปานกลางในไตรมาส 1/60 นักลงทุนในขณะนี้ได้รวมปัจจัยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ หลังจากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายครั้งล่าสุด (Reuters)

• ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐลดลงเล็กน้อยในช่วงหลังของเดือนมี.ค. แต่ยังคงแข็งแกร่งกว่าในเดือนก.พ. จากมุมมองบวกเกี่ยวกับการจ้างงานและการเงินรวมทั้งภาวะเงินเฟ้อต่ำ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนครั้งล่าสุดประจำเดือนมี.ค. อยู่ที่ระดับ 96.9 ลดลงจากตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 97.6 แต่สูงกว่าในเดือนก.พ. ที่ระดับ 96.3 ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนีฯ ในเดือนมี.ค. จะเท่ากับตัวเลขเบื้องต้น ในเดือนม.ค. ดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 98.5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่ปี 2547 (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันศุกร์ปิดรายไตรมาสดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558หนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมาดี แม้ว่าจะมีความกังวต่อสถานการณ์การเมืองในยุโรปก็ตาม (Reuters)

• ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นยุโรปที่แข็งแกร่งขึ้น สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมาดี รวมไปถึงประเด็นข่าวการทำดีล M&A ที่มีมาเรื่อยๆ ซึ่งช่วยหักล้างความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในยุโรปจากการเลือกตั้งในฝั่งเศสและเยอรมนี รวมถึงการ Brexitทั้งนี้ Bank of America เปิดเผยเม็ดเงินลงทุนของตัวเองว่ามีการไหลเข้าตลาดหุ้นยุโรปมากที่สุดในรอบ 60 สัปดาห์ (Reuters)

เอเชีย:

• ภาคการผลิตของจีนเริ่มขยายตัวเร็วที่สุดในรอบเกือบ 5ปีในเดือนมีนาคม เศรษฐกิจจีนเริ่มมีแรงกระตุ้นในช่วงต้นปีนี้เนื่องจากการก่อสร้างบูม ดัชนี PMI ของจีนพุ่งขึ้นแตะ 51.8 ในเดือนมีนาคม จากเดือนก่อนหน้าที่ 51.6 แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2555 นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ 51.6 (Reuters)

• โรงงานของจีนขยายตัวเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันเมื่อเดือนมีนาคม แต่ชะลอตัวลงเนื่องจากยอดสั่งซื้อใหม่ชะลอตัวลงการสำรวจภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของ Caixin / Markit Manufacturing ลดลงสู่ระดับ 51.2 ในเดือนมีนาคม นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ที่ 51.6 ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่ 51.7 (IHS Markit)

• ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้, ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของจีนและไต้หวัน ปิดทำการในวันที่ 3 - 4 เมษายนสำหรับวันหยุดเทศกาลชิงไห่ ตลาดในทั้งสองประเทศจะเริ่มดำเนินการซื้อขายในวันที่ 5เมษายน ขณะที่ตลาดการเงินในฮ่องกงปิดทำการในวันที่ 4เมษายน (Reuters)

• ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้นเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน เป็นเดือนที่สูงที่สุดในรอบเกือบ1½ ปี ในเดือนมีนาคม เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีการส่งออกเป็นอย่างมาก ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของ BOJ ที่วัดความเชื่อมั่นทางธุรกิจของผู้ผลิตรายใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น +12 ในเดือนมีนาคม จาก +10 ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของตลาดที่ +14 และเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• น้ำมันดิบกลับร่วงวันศุกร์หลังบวกไปแล้วสามวัน เพราะจำนวนแท่นขุดเจาะเพิ่มขึ้นสะท้อนว่าการผลิตน้ำมันหินดินดาน (shale oil) เพิ่มขึ้น ซ้ำเติมน้ำมันโลกที่ล้นเกิน น้ำมันดิบ Brent ลบ 13 เซนต์ต่อบาร์เรลปิด 52.83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รายไตรมาสร่วงไปราว 7% เทียบไตรมาสก่อนหน้า ร่วงรายไตรมาสมากสุดนับแต่ปลายปี 58 น้ำมันดิบสหรัฐ บวกเล็กน้อย 25 เซนต์ ปิด 50.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังแตะจุดต่ำสุดของวันเท่ากับ 50 ดอลลาร์ และปิดรายไตรมาสลดลง 5.7% ถือเป็นการร่วงรายไตรมาสมากสุดนับแต่ปลายปี 58 เช่นกัน (Reuters)

• จำนวนแท่นขุดเจาะสหรัฐเพิ่มขึ้น วันศุกร์กรมพลังงานสหรัฐเผยตัวเลขอุปสงค์อุปทานน้ำมันสำหรับ ม.ค. โดยสหรัฐมีอุปสงค์เพิ่มขึ้น 0.9% เป็น 19.234 บาร์เรลต่อวันขณะที่การผลิตเพิ่มขึ้น 6 หมื่นถึง 8.835 ล้านบาร์เรลต่อวัน Baker Hughes บริษัทบริการข้อมูลด้านน้ำมันระบุจำนวนแท่นเพิ่มขึ้นอีก 10 แท่นเป็น 662 แท่นในสัปดาห์ล่าสุด ทำให้ไตรมาสแรกปี 60 มีการเพิ่มของแท่นขุดเจาะมากสุดนับแต่ปี 54 ตัวชี้วัดได้ปรับเพิ่มขึ้นมากและจำนวนแท่นขุดเจาะเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงการฟื้นตัวสิบเดือนทำให้บั่นทอนผลจากความตั้งใจของ OPEC ที่จะลดกำลังการผลิต (Reuters)

• ทองคำบวกรายไตรมาสราว 8.4% วันศุกร์ ทำให้เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดในรอบหนึ่งปี เพราะความไม่แน่นอนจากแผนภาษีและการลงทุนของ Trump ประธานาธิบดี สหรัฐ และการเลือกตั้งยุโรปทำให้คนหันมาหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ราคาทองคำตลาดจรปิดบวก 0.4% ที่ 1,247.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองคำล่วงหน้าสหรัฐบวก 0.2% ไปสู่ 1,247.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)