วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิด '4อุตฯ' น่าลงทุนในไทย

เปิด "4อุตสาหกรรม" น่าลงทุน แนะใช้นวัตกรรมเพิ่มขีดแข่งขัน

ไพรส์ วอเตอร์เฮ้าส์ หรือ PWC เปิดเผยรายงานประจำปี Winning in maturing markets ระบุว่า กลุ่มตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง หรือเรียกอีกอย่างว่า กลุ่มตลาดกำลังพัฒนา(Emerging markets) จะกลายเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกภายในปี 2564 ได้

เดวิด วิเจอร์ราตน่า หัวหน้าฝ่ายงานศูนย์วิจัยตลาดเติบโตสูง บริษัท PwC ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า ในขณะที่เรากำลังเข้าสู่ปี 2560 เราเริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจนของการเติบโตของกลุ่มตลาดเติบโตสูง ที่กำลังเปลี่ยนถ่ายไปสู่ยุคที่ภาวะตลาดกำลังเติบโตและมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่า จีดีพีของตลาดนี้จะสูงเกือบเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับตลาดที่พัฒนาแล้วในปี 2564 และมีสัดส่วนคิดเป็น 65% ของจีดีพีโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการลงทุนของผู้ประกอบการที่ยังมีอีกมาก ขณะที่จำนวนประชากรอีกหลายพันล้านคนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จะเข้ามาเสริมกับจำนวนชนชั้นกลางในตลาดนี้

4 อุตสาหกรรมน่าลงทุนของไทย

ชาญชัย ชัยประสิทธิ์ หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก สำหรับผู้ประกอบการทั้งภายในและนอกประเทศในการเข้ามาเจาะตลาด ขยายฐานการผลิต และการลงทุน ทั้งนี้ มองว่า มี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมในไทยที่มีโอกาสในการเติบโตอย่างโดดเด่น ได้แก่

อุตสาหกรรมการเกษตร การที่ภาครัฐฯ ส่งเสริมให้ไทยเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) เป็นปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ แต่ไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตรกรรมและผลผลิตที่ไม่รองรับการเติบโตในอนาคต ด้วยเหตุนี้ จึงมีความน่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพต่างๆ

อุตสาหกรรมบริการสุขภาพและการศึกษา ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการเติบโตของกลุ่มชนชั้นกลางจะเพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2565 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของตลาดเติบโตสูง จะอยู่ที่ 10.7% ต่อปี เทียบกับตลาดที่พัฒนาแล้วที่ 3.7% ต่อปี และมีโอกาสที่ค่าใช้จ่ายต่อปีของตลาดเติบโตสูงจะแตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน

ส่วนระบบการศึกษานั้นยังมีข้อจำกัดในด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร จึงเป็นโอกาสในการลงทุนขยายช่องทางการทำธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด e-learning ซึ่งคาดว่า ในปี 2563 ตลาด e-learning ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 126 แสนล้านดอลลาร์

อุตสาหกรรมการผลิต ไทยถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตของโลก แต่หากต้องการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ต้องเร่งขยายตลาดไปสู่กลุ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ยานยนต์ เคมี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์

“เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ (Internet of Things: IoT) หุ่นยนต์ (Robotics) รวมทั้งเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ (3D printing) ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนและค่าใช้จ่าย จะเข้ามามีอิทธิพลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการทั่วโลกในอนาคต”

อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน พัฒนาการของตลาดการเงินของไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้เล่นในอุตสาหกรรมต่างปรับกลยุทธ์และกรอบความคิดในการนำเทคโนโลยีทางการเงินมาใช้กันอย่างคึกคัก

ชาญชัย กล่าวว่า ปัจจุบันรูปแบบการชำระเงินทางเลือกในไทยมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การทำธุรกรรมที่ไม่ต้องใช้เงินสด การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เช่น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขณะที่ข้อมูลของไอเอ็มเอฟระบุว่า อัตราการออมของไทยคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูง หรือ 30% ของจีดีพีในปี 2564 (เทียบ 33% ในปี 2558) สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะประชากรที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ไม่มีบัญชีฝากธนาคาร หรืออยู่นอกระบบ เพราะมีข้อจำกัดในด้านเอกสาร หรือขาดความรู้ ความเข้าใจในการใช้ หรือเข้าถึงแหล่งบริการทางการเงินต่างๆ ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการในการเข้ามายกระดับบริการทางการเงินให้กับอุตสาหกรรม

“แม้บริษัทต่างๆ จะสามารถหาโอกาสในการต่อยอดธุรกิจจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จ ดังนั้น บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่สลับซับซ้อน โดยพัฒนาความสามารถหลักในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นบุคลากร นวัตกรรม ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และกำหนดกลยุทธ์ในการเข้าถึงตลาดเป้าหมาย รัฐบาลเองก็ต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และส่งเสริมแหล่งเงินทุน รวมไปถึงการวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อรองรับการลงทุนของภาคเอกชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”