background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

3โจทย์ ท้าทาย ‘พีทูพี เลนดิ้ง’

3โจทย์ ท้าทาย ‘พีทูพี เลนดิ้ง’

ศูนย์วิจัยกสิกรชี้ "3โจทย์" ท้าทาย พีทูพี เลนดิ้ง

การกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคล หรือ P2P Lending ถือเป็นเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) หนึ่งที่น่าสนใจ และอาจเกิดขึ้นในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากเวลานี้ P2P Lending อยู่ในช่วงทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

กลไกของ P2P Lending คือ การจับคู่ผู้ที่ต้องการเงินกู้กับผู้ให้กู้ (นักลงทุน) ผ่านตัวกลาง ในที่นี้ คือ ผู้ให้บริการ (P2P Lending Platform) ที่ตั้งอยู่บนระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งนักลงทุนจะเป็นผู้กำหนดขนาดของเงินลงทุนที่จะกระจายไปสู่ผู้กู้ที่มีวัตถุประสงค์ในการกู้แบบใดก็ได้ตามที่นักลงทุนต้องการ

เนื่องจากP2P Lending Platform มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการ ส่งผลให้มีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินทั่วไป 3 ด้าน คือ 1. เข้าถึงง่าย 2. ประหยัดต้นทุน 3. ต้นทุนในการแข่งขันที่ต่ำ ทำให้ P2P Lending เป็นช่องทางการระดมทุนที่นิยมมากในต่างประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เปรียบเทียบความแตกต่างของการให้บริการ P2P Lending ที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ กับช่องทางการขอสินเชื่อในรูปแบบเดิมผ่านธนาคารพาณิชย์ไว้ดังนี้

แม้ว่าการประหยัดต้นทุนในการประกอบการ ความสามารถทางการตลาดและการเข้าถึงลูกค้า จะเป็นจุดสำคัญที่เสริมสร้างให้ P2P Lending Platform มีข้อได้เปรียบเหนือตัวกลางทางการเงินในปัจจุบัน แต่ปัจจัยเหล่านี้ยังไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะยืนยันความสามารถในการประกอบการ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเกิดขึ้นของ P2P Lending Platform ในประเทศไทย ยังต้องการองค์ประกอบเพิ่มเติมอย่างน้อย 3 ประการ เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดตั้งเป็นตัวกลางทางการเงิน คือ 1. การทดสอบความแข็งแกร่งของ Platform 2. การประเมินความเสี่ยงที่มีสิทธิภาพ และ 3. การติดตามทวงหนี้และการฟ้องร้องตามกฎหมาย

ถึงแม้ว่า P2P Lending Platform จะเป็นช่องทางการระดมเงินทุนที่นิยมมากในต่างประเทศ แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมี Platform รายใดที่ผ่านการทดสอบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและในปัจจุบันเอง ก็ยังไม่มีนักลงทุนหรือผู้ประกอบการรายใด สามารถตอบได้ว่า ในยามที่ระบบเศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ Platform จะยังสามารถเป็นแหล่งพึ่งพิงทางการเงินต่อไปได้

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ก่อนที่ Platform จะได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจริง น่าจะต้องผ่านการทดสอบและพัฒนาให้ Platform มีระบบที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือและแข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำให้มั่นใจว่า สามารถรองรับช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจเผชิญกับความผันผวน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อเนื่องถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ในวงกว้าง ทำให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

การประเมินความเสี่ยง ยังเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการปล่อยสินเชื่อ ปัญหาพื้นฐานในการให้สินเชื่อที่ตัวกลางทางการเงินต้องเผชิญ คือ “การตัดสินใจว่าผู้กู้สมควรได้รับอนุมัติเงินกู้หรือไม่” การคัดกรองผู้กู้ที่มีคุณภาพจะส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการประกอบการ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หัวใจสำคัญของ P2P Lending Platform ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้กู้และผู้ปล่อยกู้ คงจะหนีไม่พ้นประสิทธิภาพของการประเมิน และการปิดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเป็นการลดโอกาสของการผิดนัดชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและเสริมสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนใน Platform

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า Platform และหน่วยงานของทางการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับและดูแลสามารถร่วมกันพัฒนาคุณภาพขององค์ประกอบพื้นฐานผ่านการสร้างข้อกำหนดต่างๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างคุณภาพและความแข็งแกร่งให้กับกลไก P2P Lending ได้ นั่นคือ 1. กำหนดเกณฑ์สำรองทุนประกันเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ Platform และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน 2. การสร้างเงื่อนไขสินทรัพย์ค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ และ 3. การจัดจ้างบริษัทในการติดตามทวงหนี้เพื่อปิดความเสี่ยงในกระบวนการกู้ยืม

โดยสรุปแล้ว ประเด็นที่สำคัญของการเริ่มดำเนินธุรกิจ P2P Lending Platform ในประเทศไทย จะอยู่ที่เสถียรภาพของตัวกลาง ซึ่งก็คือ การวางระบบและการประเมินความเสี่ยงสำหรับการปล่อยกู้ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ตัว Platform เอง จะต้องสามารถตอบโจทย์และรองรับเงื่อนไขความต้องการทั้งจากฝั่งผู้กู้และนักลงทุน ตลอดจนสามารถปิดความเสี่ยงตั้งแต่กระบวนการเริ่มตรวจสอบพิจารณาเครดิตของผู้กู้ ไปจนถึงกระบวนการดำเนินคดีหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้

ขณะที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลและกำกับเสถียรภาพของระบบการเงิน จำต้องสร้างบททดสอบอย่างละเอียดต่อ P2P Lending Platform เพื่อหามาตรการและข้อกำหนดที่สำคัญ สำหรับควบคุมปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินของประเทศมากขึ้น