เกาะติดหุ้นพีอีพุ่ง หวั่นพื้นฐาน "โตไม่ทันราคา"
เมื่อตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะขาลง ดัชนีเริ่มส่งสัญญาณแกว่งตัวในทิศทางขาลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมีปัจจัยลบที่สำคัญโดยเฉพาะกระแสแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นเริ่มชัดเจน จนอาจส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทย ซึ่งโบรกเกอร์ออกมาประเมินและส่งสัญญาณเตือนนักลงทุนที่ลงทุนต้องเกาะติดและเตรียมความพร้อมเพื่อรับความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้น
บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า ขณะนี้ปรากฏการณ์ที่ราคาหุ้นจะร่วงแรงมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือ PE contraction comes sooner than expected ซึ่ง PE contraction คือ ปรากฏการณ์การปรับตัวลงแรงของราคาหุ้นหลายๆตัวที่มี Valuation สูงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนว่านักลงทุนในตลาดหันมาโฟกัสในเรื่องของ Valuation มากขึ้น หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นหลายบริษัทได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติจนพื้นฐานของหุ้นไม่สามารถเติบโตได้ทัน
สาเหตุหลักของการปรับฐานที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ หากไม่นับรวมปัจจัยข่าวลบที่เกิดขึ้นในตลาดกับบางบริษัทมองว่าตลาดหุ้นไทยได้เผชิญกับสภาวะ PE contraction (การหดตัวของอัตราส่วน PE) ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ย้ำเตือนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
จากแนวโน้มการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก โดยต้องยอมรับว่าความเสี่ยงดังกล่าวมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมี.ค.นี้ เร็วกว่าเดือนมิ.ย.ที่คาดการณ์ไว้แต่เดิม
ในภาวะ PE contraction นี้ หุ้นที่มักได้รับผลกระทบเชิงลบได้แก่หุ้นที่ซื้อขายด้วยระดับ PE สูงๆแต่ไม่มีอัตราการเติบโตของกำไรรองรับ ซึ่งเป็นที่มาของการศึกษา โดยได้ทำการ Screen หุ้นทั้งในดัชนี SET และ MAI ตามคาดการณ์ Bloomberg consensus ล่าสุด และจัดอันดับหุ้นทุกบริษัทด้วยเกณฑ์การคัดเลือก 4 เกณฑ์ดังนี้ 1) PE 2) PEG 3) PBV 4) PB/ROE โดยหุ้นที่มีค่าต่ำในแต่ละหมวด (หุ้นถูก) จะได้อันดับต้นๆ ส่วนหุ้นที่มีค่าสูงในแต่ละหมวด (หุ้นแพง) จะได้อันดับท้ายๆตามลำดับ หลังจากนั้นจึงหาค่าเฉลี่ยของลำดับต่างๆเหล่านี้ของหุ้นแต่ละตัว และในขั้นตอนสุดท้ายจึงมีการจัดอันดับของหุ้นทุกตัวตามค่าเฉลี่ยดังกล่าว โดยหุ้นที่มี Valuation ถูกจะเป็นหุ้นที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ส่วนหุ้นที่มี Valuation แพงจะเป็นหุ้นที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด
จากผลการศึกษาของพบว่าหุ้นที่มีความน่ากังวลในแง่ของ Valuation 30 ลำดับแรก แนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุนหุ้นเหล่านี้ หรือหลีกเลี่ยงไปก่อนในสภาวะที่ตลาดโดยรวมยังคงมีความเปราะบางในแง่ของ Valuation โดยหากดูค่า PE ของหุ้น 30 ตัวนี้จะพบว่าอยู่สูงกว่า 20 เท่าทุกบริษัท และมีค่าเฉลี่ย PE ของกลุ่มสูงถึง 51 เท่า แต่มีค่าเฉลี่ยของการเติบโตของกำไรช่วง 2 ปีข้างหน้าอยู่เพียงปีละ 22% หรือเทียบเป็น PEG สูงกว่า 2 เท่านั้นเอง
ขณะที่บล.เคทีซีมิโก้ แนะนำว่าช่วงนี้เข้าสู่เทศกาล Window Dressing เพราะจากสถิติผลตอบแทนช่วง 2 สัปดาห์ก่อนสิ้นสุดไตรมาส 1ของทุกปี ย้อนหลัง 10 ปี พบว่า มีโอกาส 70% ที่ดัชนีตลาดปรับขึ้นเฉลี่ยเพิ่มขึ้น1.1% นำโดยหุ้นกลุ่มพาณิชย์ เพิ่มขึ้น 2.3% กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เพิ่มขึ้น 1.9% กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้น 1.8%









