SIM ยังคงเป็นตัวฉุดกำไรปี 2560
ประเด็นการลงทุน
ถึงแม้ว่าเราเชื่อมั่นอย่างมากว่ากำไรของ SAMTEL จะพลิกฟื้นกลับมาในปี 2560 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเปิดประมูลงานโครงการภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น แต่ผลขาดทุนสุทธิของ SIM จำนวนมากจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันกำไรของ SAMART ในปี 2560 เช่นกัน SIM อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างทางธุรกิจโดยเปลี่ยนจากการพึ่งพิงรายได้ส่วนใหญ่จากธุรกิจขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่มาเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ค่าเช่าโครงข่ายที่มั่นคงและแน่นอนในระยะยาว แต่เราเชื่อว่าอาจต้องใช้ระยะเวลาอีกอย่างน้อยหนึ่งปีหรือจนกว่าจะถึงปี 2561 เพื่อที่จะเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการของ SIM อย่างชัดเจน ถ้าเราเริ่มเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการของ SIM ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน หรือเห็นความคืบหน้าของการเซ็นเอ็มโอยูอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าที่กัมพูชากับกฟผ. เราอาจจะพิจารณาทบทวนคำแนะนำสำหรับหุ้น SAMART อีกครั้งหนึ่ง แต่ในระหว่างนี้ เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับหุ้น SAMARTต่อไป
การปรับโครงสร้างธุรกิจของ SIM ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเซ็นสัญญา
ปัจจุบัน SIM อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างทางธุรกิจจากที่อิงรายได้ส่วนใหญ่กับธุรกิจขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่มาเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอและมั่นคงมากขึ้นจากธุรกิจงานโครงข่าย 2 โครงการได้แก่ โครงการงานวิทยุ โทรคมนาคมระบบทรั้งค์ และโครงการโคทาวเวอร์ โดยงานโครงการแรก จะเกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่ต่ำของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง
เพื่อให้บริการวิทยุคมนาคมระบบทรั้งค์ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ เราคาดว่าจะมีรายได้จากโครงการนี้ตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของปี 2561 เป็นต้นไปภายใต้สมมติฐานว่า SIM สามารถเซ็นสัญญากับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจดังกล่าวได้ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 โดยรายได้ของ SIM จะมาจากการขายอุปกรณ์สื่อสารและค่าบริการรายเดือน โครงการที่สองจะเกี่ยวข้องกับการติดตั้งเสาโทรคมนาคมในเขตพื้นที่หวงห้าม และทำการให้เช่าแก่ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายปัจจุบัน ภายใต้สมมติฐานว่า SIM สามารถเซ็นสัญญาสัมปทานระยะยาวกับหน่วยงานภาครัฐแห่งหนึ่งสำ หรับการได้สิทธิเข้าไปติดตั้งเสาโทรคมนาคมในเขตพื้นที่หวงห้ามดังกล่าวได้ เราคาดว่า SIM มีแนวโน้มที่จะเริ่มรับรู้รายได้ค่าเช่าเสาสัญญาณตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป
มองว่าเร็วเกินไปที่จะคาดว่า SIM จะพลิกกลับมามีกำไร
ภายใต้สมมติฐานว่าการเซ็นสัญญางานโครงข่ายทั้งสองโครงการข้างต้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและรายได้จากงานโครงข่ายทั้งสองโครงการเริ่มรับรู้เข้ามา เราเชื่อว่างานโครงข่ายทั้งสองโครงการจะส่งผลให้ผลประกอบการของ SIM พลิกกลับเป็นกำไรได้ภายในปี 2561 เราคิดว่ามันเร็วเกินไปที่จะลงทุนกับประเด็นการฟื้นตัวของผลประกอบการของ SIM เนื่องจากยังคงมีความไม่แน่นอนว่า SIM จะชนะการเซ็นสัญญางาน โครงข่ายทั้งสองโครงการข้างต้นหรือไม่
เชื่อมั่นมากสุดต่อ SAMTEL เนื่องจากงานโครงการใหม่ที่เซ็นสัญญาเพิ่มขึ้น
เราเห็นการเปิดประมูลงานโครงการใหม่ของหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/59 และไตรมาส 1/60 ดังนั้นมูลค่างานโครงการใหม่ที่เซ็นสัญญามีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 3/59 ที่ 707 ล้านบาท ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเป็น 4.7 พันล้านบาทในไตรมาส 4/59 เราประเมินว่าแนวโน้มที่แข็งแกร่งดังกล่าวจะต่อเนื่องไปยังครึ่งแรกของปี 2560 (มูลค่างานใหม่อยู่ที่ 4-6 พันล้านบาท) บริษัทตั้งเป้าเซ็นสัญญางานโครงการใหม่จำนวน 1.3 หมื่นล้านบาทในปี 2560 (เพิ่มขึ้น 86% จาก 7 พันล้านบาทในปี 2559) ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ (backlog) ณ สิ้นปี 2560 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่อย่างน้อย 1 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 14% จาก 8.77 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2559) งานโครงการใหม่ของหน่วยงานภาครัฐที่จะเปิดประมูลในปี 2560 จะรวมงานโครงการภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่จำนวน 5 โครงการ (มูลค่างานโครงการ ละ 2-4 พันล้านบาท) เราใช้สมมติฐานอย่างอนุรักษ์นิยมว่ามูลค่างานโครงการใหม่ที่จะเซ็นสัญญาอยู่ที่ 9 พันล้านบาทในปี 2560 (เพิ่มขึ้น 29%) ซึ่งจะนำไปสู่มูลค่างานโครงการที่รอรับรู้เป็นรายได้ที่
9.5 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 (เพิ่มขึ้น 8%)
ความคืบหน้าที่เป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าถ่านหินกัมพูชา 2 พันเมกะวัตต์ในปี 2560
ณ ปัจจุบันมีผู้เสนออัตราค่าไฟฟ้ากับกฟผ. สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 พันเมกะวัตต์ในประเทศกัมพูชา ได้แก่ SAMART, TRC และบริษัทจากประเทศลาว บริษัทหวังว่าจะสามารถตกลงอัตราค่าไฟฟ้าครั้งสุดท้ายและได้ข้อสรุปกับกฟผ.ในช่วงกลางปี 2560 และคาดว่าจะสามารถเซ็นเอ็มโอยูอัตราค่าไฟฟ้ากับกฟผ.ได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าขยะของ SAMART ยังคงอยู่ระหว่างการรอประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เราเชื่อว่ากรอบระยะเวลาสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าทุกประเภทยังคงมึความไม่แน่นอน ณ ปัจจุบัน






