ศูนย์วิจัยกสิกร ประเมินส่งออกไทยไปเวียดนามปีนี้ โต 5.8% มูลค่าเฉียด 1 หมื่นล้านดอลล์ แซงหน้ามาเลเซีย กลายเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งในอาเซียน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า การส่งออกไทยไปเวียดนามในปี 2559 เติบโตถึง 5.9% เมื่อเทียบกับการส่งออกไปยังกลุ่มซีแอลเอ็มวี(กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ที่หดตัว 0.1% และการส่งออกไปอาเซียนที่หดตัว 0.9% ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องปีที่ 4 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 12.1% ต่อปี(2557-2559) ส่งผลให้เวียดนามเป็นตลาดส่งออกที่น่าจับตามองของไทย
ส่วนการส่งออกไปเวียดนามปีนี้ประเมินว่า จะขยายตัวที่ 5.8% หรือมีมูลค่าประมาณ 9,979 ล้านดอลลาร์ แซงหน้ามาเลเซียและกลายเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยในอาเซียนนับจากปีนี้เป็นต้นไป
“การพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จากความสามารถในการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยมีพื้นฐานจากจุดเด่นด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำ อีกทั้งภาครัฐยังสนับสนุนนโยบายการลงทุนจากต่างประเทศ การเดินหน้าเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) กับประเทศคู่ค้าหลายประเทศ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ ส่งผลให้มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามายังเวียดนามอย่างก้าวกระโดด”
ขณะที่เวียดนามยังไม่มีห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมต้นน้ำ-กลางน้ำภายในประเทศที่สามารถรองรับได้ ส่งผลไปยังความต้องการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกที่เพิ่มขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนของสินค้าขั้นกลางโดยเฉพาะสินค้าประเภทชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยการนำเข้าสินค้าขั้นกลางคิดเป็นสัดส่วน 37.8% ของการนำเข้าทั้งหมด
ศูนย์วิจัยกสิกร ระบุว่า เวียดนามกับไทยมีความใกล้ชิดกันในฐานะประเทศที่อยู่ในอนุภูมิภาคเดียวกัน อีกทั้งยังมีเส้นทางคมนาคมทางถนนเชื่อมโยงระหว่างกัน ส่งผลให้การค้าระหว่างไทยและเวียดนามเติบโตอย่างต่อเนื่อง
“ทั้งหมดนี้จึงเกิดคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่ไทยจะพิจารณาปับปรุงโครงสร้างสินค้าส่งออกไปยังเวียดนามเพื่อตอบสนองโอกาสจากตลาดเวียดนามอย่างแท้จริง”ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องรักษาความสามารถการแข่งขันในการส่งออกสินค้าไปยังเวียดนามผ่านกลยุทธ์สำคัญ คือ การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของเวียดนาม โดยการส่งสินค้าขั้นกลางที่เวียดนามมีแนวโน้มความต้องการเพิ่ม และเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตโดยสินค้าที่ควรสนับสนุนการส่งออก ได้แก่ ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ขั้นกลาง ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือเป็นต้น









