ตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมใจกันเดินสู่ขาลง แต่ดอลลาร์ยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ หลังนักลงทุนเชื่อมั่นว่า "เฟด" จะขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่
ดัชนีนิกเคอิ ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ญี่ปุ่น ปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (3 มี.ค.) ลดลง 0.5% มาอยู่ที่ 19,469.17 จุด ส่วนดัชนีหั่งเส็ง ของฮ่องกง ลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 23,552.72 จุด และดัชนีเซี่ยงไฮ้ ของจีนลดลง 0.4% ที่ 3,218.31 จุด
ขณะที่ตลาดสิงคโปร์ ลดลง 0.45% มาอยู่ที่ 3,122.34 จุด ตลาดจาการ์ตา อินโดนีเซีย ปรับตัวลง 0.32% ที่ 5,391.215 จุด และตลาดหลักทรัพย์กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ลดลง 0.42% ที่ 1,708.38 จุด
การเดินสู่ขาลงของตลาดเอเชียเกิดขึ้น หลังดัชนีหุ้นหลักๆ ของสหรัฐ ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลง 112.58 จุด หรือ 0.53% ปิดซื้อขายที่ 21,002.97 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 14.04 จุด หรือ 0.59% มาอยู่ที่ 2,381.92 จุด สว่นดัชนีแนสแด็กลดลง 42.81 จุด หรือ 0.73% ที่ 5,861.22 จุด
นักลงทุนพากันระมัดระวังตัวไม่เข้าลงทุน ก่อนหน้าที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และนายสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองประธานเฟดจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ ที่สโมสรผู้บริหารแห่งชิคาโก เมื่อวานนี้ตามเวลาในสหรัฐ ท่ามกลางการคาดการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นว่า เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในเร็ววันนี้
นักวิเคราะห์มองว่า นางเยลเลนจะแสดงมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และอาจจะส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งยังเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนได้ออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ล่าสุดนางลาเอล เบรนาร์ด หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟดกล่าวว่า เฟดควรขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในทิศทางการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง
ความเห็นของนางเบรนาร์ด สอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายวิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก และนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก ซึ่งสนับสนุนให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆนี้เช่นกัน
ขณะผลสำรวจล่าสุดของซีเอ็มอี กรุ๊ป เฟดวอทช์ ระบุว่า นักลงทุนเชื่อว่ามีโอกาสสูงถึง 78% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมี.ค. และมีโอกาส 70% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพ.ค.
นายวิคเตอร์ เฟลิกซ์ นักวิเคราะห์หุ้น จากเอบี แคปิตัล ซิเคียวริตีส์ ในกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ แสดงความเห็นว่า ตลาดเอเชียส่วนใหญ่กำลังรอฟังสุนทรพจน์ของนางเยลเลน และคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ 80% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ระหว่างการประชุมเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบาย ในวันที่ 15 มี.ค.นี้ และว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่จะสร้างความประหลาดใจให่กับตลาดแต่อย่างใด
“ถ้าหากว่าเฟด จะขึ้นดอกเบี้ย เพราะประเมินถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น ก็อาจจะได้เห็นเงินทุนต่างชาติไหลออกจากเอเชียมากขึ้น นักลงทุนสหรัฐจะนำเงินกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อรับประโยชน์จากนโยบายการคลัง”
สอดคล้องกับนายนิโคลาส เตี๋ยว นักกลยุทธ์ค่าเงิน จากเคจีไอ ซิเคียวริตีส์ (สิงคโปร์) ชี้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จะยิ่งทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่ามากขึ้น และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเห็นกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางราย ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงขึ้น ยังหมายความว่า บริษัทต่างๆ จะต้องใช้สินเชื่อมากขึ้น ซึ่งหลังจากที่เฟดไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยมานานเกือบ 10 ปีแล้วนั้น การขึ้นดอกเบี้ยที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ อาจทำให้บริษัทเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และทำให้นักลงทุนเกิดความเสี่ยงแบบไม่ต้องการ
นอกจากนี้ ยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น ถึงวิธีการที่เฟดจะกำหนดนโยบายของธนาคารในปีหน้า ซึ่งเป็นปีที่กรรมการที่มีสิทธิออกเสียง 6 คน จากทั้งหมด 8 คนชของเฟดจะมหมดวาระดำรงตำแหน่ง และจะมีการเลือกกรรมการคนใหม่เข้ามาแทน






