แบงก์ออมสิน ย้ำปีนี้ยังไม่จำเป็นต้องเร่งระดมเงินฝาก เหตุแนวโน้มสินเชื่อโตต่ำ คาดโตใกล้เคียง “จีดีพี” ที่ 3-4%
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า แนวโน้มสินเชื่อและเงินฝากของธนาคารในปีนี้ อาจขยายตัวไม่สูงนักเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยปีนี้ธนาคารจะยังไม่เร่งระดมเงินฝาก เนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อในปีนี้อาจเติบโตต่ำลง ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างฟื้นตัว โดยธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้เท่ากับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ 3-4%
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา การขยายตัวของสินเชื่อธนาคารจะเติบโตสูงกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ประมาณ 2-3 เท่า แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งนโยบายทางการมีความกังวลเรื่องการขยายตัวสินเชื่อที่อาจสูงเกินไป อัตราการปล่อยสินเชื่อก็ชะลอตัวมาอยู่ที่ประมาณ 1.5 เท่าของจีดีพี ก่อนจะปรับลดลงมาเหลือ 1 เท่าของจีดีพี ในขณะที่ปัจจุบันอัตราการเติบโตถือว่าต่ำกว่า จีดีพี ด้วย
“เมื่อการเติบโตของสินเชื่อขยายตัวในระดับต่ำ ก็เป็นเหตุให้การระดมเงินฝากไม่ต้องเร่งตัวมากนัก โดยเฉพาะขณะนี้ สภาพคล่องของธนาคารยังอยู่ในเกณฑ์ที่รองรับการดำเนินงานของธนาคารได้หรือมีอยู่ราว 3 แสนล้านบาท ขณะที่ ระบบมีสภาพคล่องรวม 3 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี ในปีนี้ เราตั้งเป้าสินเชื่อขยายตัวให้ได้ราว 3-4% ของจีดีพี”
ส่วนปีที่ผ่านมา อัตราการปล่อยสินเชื่อของธนาคารขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายจำนวน 0.9% เนื่องจาก มีการชำระคืนสินเชื่อรายใหญ่ภาครัฐราว 1 แสนล้านบาท แต่ในเดือนม.ค.ถึงก.พ.นี้ ธนาคารสามารถประมูลสินเชื่อภาครัฐได้ถึง 8 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้อัตราการเติบโตสินเชื่อของธนาคารในขณะนี้ สามารถขยายตัวได้แล้วราว 3% จากปีก่อน
“ปีที่แล้ว เรามียอดชำระคืนสินเชื่อภาครัฐจำนวนมากถึง 1 แสนล้านบาท ทำให้สินเชื่อเราต่ำเป้าหมายเล็กน้อย แต่ขณะนี้ ในช่วง 2 เดือนแรก เราสามารถประมูลสินเชื่อภาครัฐได้ถึง 8 หมื่นล้านบาท ทำให้สินเชื่อเราเริ่มขยายตัวได้ดีขึ้น”
สำหรับสินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคารที่หดตัวลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากยอดสินเชื่อใหม่ลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อครูและสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพต่างๆ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีการชำระคืนสินเชื่อดังกล่าว โดยเฉพาะสินเชื่อครู ซึ่งถือเป็นพอร์ตใหญ่ประมาณ 5 แสนล้านบาท
“สินเชื่อครู ซึ่งเป็นสินเชื่อก้อนใหญ่ มีพอร์ตจำนวนมากถึง 5 แสนล้านบาท มีการชำระหนี้เฉลี่ยราว 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ทำให้พอร์ตสินเชื่อดังกล่าวทยอยลดลง”
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยในเรื่องความสามารถในการกู้เงินของบุคคลลดต่ำลง เนื่องจาก ได้ใช้วงเงินกู้เต็มที่คิดเป็น 60-70% ของรายได้เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความสามารถในการกู้เงินน้อยลง ขณะเดียวกัน ในเรื่องของความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆทำให้การปล่อยสินเชื่อชะลอตัว และ ส่งผลให้ระดับหนี้เพื่อการบริโภคและหนี้ครัวเรือนลดลง
นายชาติชาย กล่าวด้วยว่า สำหรับการออกหุ้นกู้ของธนาคารที่เปิดวงเงินไว้จำนวน 5 หมื่นล้านบาทนั้น ไม่ได้มีสาเหตุจากการที่ธนาคารมีปัญหาด้านสภาพคล่อง แต่เป็นการบริหารจัดการต้นทุนการเงินให้อยู่ระดับต่ำและรองรับโครงการปล่อยสินเชื่อซอฟท์โลนของรัฐบาลที่มีอายุนานถึง 7 ปี ขณะที่ การระดมเงินฝากโดยทั่วไป รวมถึง การออกสลากออมสิน มีอายุต่ำกว่านั้น เราจึงต้องหาเม็ดเงินระยะยาวมารองรับกรณีดังกล่าว
“ปัจจุบัน ฐานลูกค้าเงินฝากส่วนใหญ่ของเรานั้น เป็นฐานลูกค้าเงินฝากแบบออมทรัพย์ระยะเงินฝากไม่นาน อาจจะอยู่ที่ 3-5 เดือน และสามารถถอนเงินฝากออกไปเมื่อไรก็ได้ แต่การให้บริการสินเชื่อบางตัวมีอายุยาว เช่น กรณีการปล่อยสินเชื่อซอฟท์โลน 1.6 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะเวลานานถึง 7 ปี เราจึงต้องหาเงินที่มีอายุใกล้เคียงมาจับคู่เพื่อเป็นการปิดความเสี่ยงกรณีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้นและถือเป็นเครื่องมือทางการเงินใหม่ของธนาคารด้วย”
ทั้งนี้ ธนาคารได้เสนอขายหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี ให้กับนักลงทุนสถาบันไปแล้วจำนวน 3.6 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.3%ต่อปี ถือว่า ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการออกสลากในรุ่นอายุเดียวกันที่มีต้นทุนประมาณ 3% ต่อปี และ มีแผนจะออกหุ้นดังกล่าวในระยะต่อไปให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อบริหารต้นทุนของธนาคาร









