ไตรมาส 4/59 เป็นไปตามคาด แต่มีความเสี่ยงที่กำไรจะถูกปรับลด; ประกาศเพิ่มทุนเพื่อความยืดหยุ่นของบริษัท
เป็นไปตามคาด
BDMS รายงานกำไรหลักที่ 2 พันล้านบาท ในไตรมาส 4/59 ลดลง 8% YoY และ 11% QoQ เป็นไปตามที่เราและตลาดคาดไว้ บริษัทประกาศอัตราเงินปันผลต่อหุ้นที่ 0.19 บาท โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 19 มี.ค. และจ่ายเงินในวันที 26 เม.ย.
ประเด็นหลักผลประกอบการ
กำไรไตรมาส 4/59 ปรับตัวลดลงเนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจการแพทย์ลดลงและสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจการแพทย์ลดลงต่ำ ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 29.6% ในไตรมาส4/59 (31.5% ในไตรมาส 4/58 และ 31.1% ในไตรมาส 3/59) ส่วนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ต่อยอดขายเพิ่มขึ้น 1.2 % YoY และ 0.1% QoQ ที่ 21.1% รายได้การแพทย์เพิ่มขึ้น 5% YoY แต่ลดลง 4% QoQ ซึ่งมีผลตามฤดูกาลมาอยู่ ที่ 16.8 ล้านบาท (เป็นผู้ป่วยชาวไทย 71% และผู้ป่วยชาวต่างชาติ 25%) รายได้จากผู้ป่วยชาวไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 9% YoY แต่รายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติลดลง 4% YoY รายได้จากโรงพยาบาลในกรุงเทพและ
ปริมาณฑลเพิ่มขึ้น 3% YoY และในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น 8% YoY อัตรากำไรหลักลดลง 1.6 % YoY และ 0.9% QoQ ที่ 11.9% ส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิทรงตัว QoQ ที่ 0.5 เท่า ณ สิ้นปี 2559
แนวโน้ม
เราคาดกำไรหลักเพียงทรงตัว YoY ในไตรมาส 1/60 เนื่องจากฐานสูงในไตรมาส 1/59 ที่กำไรหลักทำสถิติสูงสุดใหม่ ที่ 2.4 พันล้านบาท โดยเรา คาดอัตรากำไรหลักจะลดลง YoY ฉุดลงเนื่องจากโรงพยาบาลใหม่หลายแห่งและฐานที่สูงมากถึง 14.7% ในไตรมาส 1/59 (ซึ่งเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดในปี 2559) โดยเมื่อเทียบ QoQ เราคิดว่ากำไรหลักไตรมาส1/60 จะเติบโต QoQ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลที่ดี
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
เราปรับลดประมาณกำไรหลักลงที่ 2% สำหรับปี 2560 และ 5% สำหรับปี 2561 จากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจการแพทย์ที่ไม่ดีและต่ำกว่าคาดในปี 2559 (ลดลงจาก 31.7% ในปี 2558 มาอยู่ที่ 30.6% ในปี 2559 ซึ่งน้อยกว่าที่เราคาด 0.7%) โดยเราปรับลดสสมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นลดลง 0.6% ในปี 2560 และ ปี 2561และปรับลดอัตรากำไรหลักลง 0.3% ในปี 2560 โดยสมมติฐานรายได้การแพทย์เติบโตที่ 10% สำหรับปี 2560 ในขณะที่อัตรากำไรจะได้รับความกดดันในช่วงการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปี 2560 และ 2561 โดยบริษัทมีแผนการลงทุน ได้แก่ the BDMS Wellness Clinic, โรงพยาบาลกรุงเทพสุราษฎร์, โครงการ Royal Care, โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่, โครงการ Phoenix ซอยศูนย์วิจัย และการขยายพื้นที่ให้บริการในโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โดยเราคาดกำไรหลัก ปี 60 เติบโตเพียง ที่ 8%
คำแนะนำ
ตลาดน่าจะไม่ชอบข่าวประกาศเพิ่มทุนล่าสุด โดยคณะกรรมการบริหารได้อนุมัติการเพิ่มทุนจาก 1,603 ล้านบาท มาเป็น 1,758 ล้านบาท (จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น 1,549 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 10%; แบ่งเป็นการลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง 5% และเพิ่มทุนแบบนักลงทุนทั่วไป 5%) อย่างไรก็ตามเรามองว่าการที่บริษัทขออนุมัตืผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุนนั้น เพื่อสร้างความยืดหนุ่นของบริษัทเป็นหลัก โดยเราคาดว่าหากบริษัทจะเพิ่มทุนจริง ก็ต่อเมื่อมีการซื้อหรือควบรวมกิจการเพิ่มเติมเท่านั้น ทั้งนี้ราคาหุ้นที่ลดลงอย่างมี นัยสำคัญลดลง 13% YTD ทำให้มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจโดยซื้อขายในระดับ PER ปี 2560 ที่ 35 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโรงพยาบาลทั่วโลก แต่เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ไม่น่าตื่นเต้นในระยะกลาง กอปรกับมีความเสี่ยงในการปรับลดประมาณการจากตลาด เราจึงยังคงคำแนะนำ ถือ ด้วย ราคาเป้าหมายใหม่ ณ สิ้นปี 2560 ด้วยวิธีคิดลดเงินสด ที่ 22 บาท (ปรับลดจาก 25 บาท เพื่อสะท้อน
การปรับประมาณการกำไรลง) อ้างอิงจากค่า WACC ที่ 6.5% และ terminal growth rate ที่ 2.0%






