ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น จากความร่วมมือลดกำลังการผลิตของทั้งในและนอกกลุ่มโอเปค
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 51-56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 53-58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (27 ก.พ. – 3 มี.ค. 60)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการที่ผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคให้ความร่วมมือปรับลดกำลังการผลิต และคาดว่าจะปรับลดมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงถูกกดดันจากปริมาณการผลิตในอิหร่านที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดหลังได้รับการยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ปริมาณการผลิตในสหรัฐ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ตามปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันดิบยังถูกกดดันจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ในช่วงโรงกลั่นปิดซ่อมบำรุงตามฤดูกาล
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- ปริมาณการผลิตของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคคาดว่าจะปรับลดลง เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ผลิตจะทำตามข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต หลังนายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการกลุ่มโอเปค เผยว่าผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มจะให้ความร่วมมือในการลดกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาที่สามารถลดปริมาณการผลิตได้ถึง 93% ของข้อตกลงสำหรับกลุ่มโอเปค นอกจากนี้ แหล่งข่าวของโอเปคยังเผยอีกว่า ล่าสุดผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคทั้ง 11 ประเทศให้ความร่วมมือลดกำลังลงราว 60% ของข้อตกลงแล้ว ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงที่แล้วว่าปรับลดกำลังลงราว 40% ของข้อตกลง
- ข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตยังมีความเสี่ยงจากกำลังการผลิตของอิหร่านที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากอิหร่านเร่งผลิตน้ำมันดิบเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดหลังได้รับการยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ โดยล่าสุดนาย Ali Kardor ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่าน (NIOC) กล่าวว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านจะปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในเดือนเม.ย. 60 และมีแผนที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตไปสู่ระดับ 4.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในอีก 5 ปีข้างหน้า
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ คาดว่าจะยังคงทรงตัวในระดับสูง จากความต้องการใช้น้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับลดลงในช่วงโรงกลั่นปิดซ่อมบำรุงตามฤดูกาล ถึงแม้ว่าปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 17 ก.พ. 60 รายงานโดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะปรับเพิ่มขึ้น 564,000 บาร์เรล มาสู่ระดับ 518.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งจัดเป็นระดับสูงสุด
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น หลัง EIA คาดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐ ในเดือนมี.ค. มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 30,000 บาร์เรลต่อวัน แตะระดับ 8.91 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับระดับการผลิตในเดือนก.พ. และจะขยับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 9.28 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนธ.ค. 60
- ปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นดินดาน (Shale Oil) ในสหรัฐ เริ่มผลิตน้ำมันดิบเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบ ณ ปัจจุบันสูงกว่าต้นทุนการผลิต Shale oil ในบางแหล่ง โดยเฉพาะแหล่งผลิต Permian ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าแหล่งอื่นๆ นอกจากนี้ Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้น 5 แท่น มาอยู่ที่ 602 แท่น ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 6 สัปดาห์ติดต่อกัน
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จีดีพีไตรมาส 4 สหรัฐ ดัชนีภาคการผลิตสหรัฐ ดัชนีภาคการผลิตจีน และ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสหรัฐ
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (20 ก.พ. – 24 ก.พ. 60)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 0.59 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 53.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 0.18 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 55.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบ ปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังตลาดได้รับแรงหนุนจากผู้ผลิตทั้งในและนอกโอเปคที่ยังคงเดินหน้าปรับลดกำลังการผลิตต่อเนื่อง โดยจากข้อสรุปประชุมเมื่อวันที่ 21-22 ก.พ. ที่ผ่านมาในเดือน ม.ค. ผู้ผลิตกลุ่มโอเปคปรับลดกำลังการผลิตลงสูงกว่าร้อยละ 90 ของข้อตกลง ในขณะที่ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคปรับลดกำลังการผลิตลงโดยเฉลี่ยร้อยละ 40-60







