วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ไทยบริติช' ปรับกลยุทธ์รุกตปท.

ไทยบริติชฯ "ปรับกลยุทธ์" รุกตปท.เร่งยกระดับเทคโนโลยีหลังได้ผู้ถือหุ้นใหม่ ตั้งเป้า 3 ปี สัดส่วนรายได้ต่างประเทศ 24%

‘ไทยบริติช ซีเคียวริตี้’ ปรับตัวรับยุคดิจิทัล เร่งลงทุนระบบ และพัฒนาเทคโนโลยี หลังได้ ‘กลุ่มมงคลสุธี’ เข้าถือหุ้นใหญ่ พร้อมเปิดเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ วางเป้าดันสัดส่วนรายได้แตะ 24% ใน 3 ปี

นายณฐพงศ์ พินิตพงศ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยบริติช ซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง จำกัด (มหาชน) TBSP เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่เข้ามา คือ ตระกูลมงคลสุธี ถือหุ้นรวมกว่า 50% ตั้งแต่กลางปี 2559 บริษัทได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจบางอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี

ธุรกิจหลักของไทยบริติชฯ คือการผลิตและจำหน่ายสินค้า ที่ต้องการระบบความปลอดภัยสูง อาทิ บัตรเครดิต สมุดบัญชีธนาคาร บัตรสมาชิก เป็นต้น ที่ผ่านมาจะเน้นให้บริการลูกค้าในประเทศเป็นหลัก และเริ่มขยายออกไปต่างประเทศมากขึ้นในช่วง 3 ปีมานี้ ทำให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 12% ขณะเดียวกันก็ยังมองหาโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนโดยตรงในประเทศนั้นๆ อย่างเช่นที่เข้าไปลงทุนในพม่า จากเดิมที่จะใช้วิธีการส่งออกเพียงอย่างเดียว

นอกจากพม่าแล้วบริษัทยังมองหาโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศอื่นๆ มากขึ้น โดยปีนี้หวังว่าจะได้เห็นเพิ่มขึ้น 2-3 ดีล โดยจะเน้นการนำสินค้าเดิม คือ ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ และพลาสติก เข้าไปเจาะตลาด ซึ่งตลาดเหล่านี้ยังมีคู่แข่งไม่มาก จึงมีอัตรากำไรสูง และยังมีความต้องการใช้อยู่อีกอย่างน้อย 5-10 ปี

“ในช่วง 3 ปีถัดจากนี้ บริษัทมีเป้าหมายจะขยายไปยังต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะส่วนสินค้าเดิมๆ ที่ผลิตจากกระดาษ ซึ่งเริ่มอิ่มตัวกับตลาดในประเทศ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี โดยจะมุ่งไปยังกลุ่มประเทศรอบบ้านซึ่งการพัฒนาด้านเทคโนโลยียังตามหลังไทยอยู่ หวังว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะปรับขึ้นเป็นเท่าตัวจากปัจจุบัน หรือเพิ่มเป็น 24%”

ส่วนธุรกิจในประเทศจะมุ่งพัฒนาไปเป็นผู้ให้บริการทั้งระบบแบบครบวงจร (Total Solution) คือ ทั้งผลิตและจำหน่ายสินค้า ให้บริการซอฟต์แวร์ และจัดการข้อมูล รวมถึงการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่อยู่ในรูปแบบของดิจิทัลมากขึ้น อาทิ ระบบชำระเงินออนไลน์ ระบบบันทึกข้อมูลที่สำคัญ อาทิ บัตรประชาชน

อย่างไรก็ตาม บริษัทอาจต้องปรับโครงสร้างธุรกิจอีกบางส่วน อย่างการเลิกผลิตสินค้าบางอย่างซึ่งมีอัตรากำไรสุทธิต่ำกว่า 5% หันมาเน้นสินค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากสินค้านวัตกรรมและเฉพาะกลุ่มนี้อยู่ที่ราว 20% จะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ ซึ่งน่าจะช่วยให้ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น ล่าสุด งวด 9 เดือน ปี 2559 มีอัตรากำไรขั้นต้น 22% และอัตรากำไรสุทธิ 7.8%